[บอกเล่าประสบการณ์ EP.5] ความหมายของชีวิต จุดประสงค์แรกเริ่ม และตัวตนดั้งเดิมอันแสนว่างเปล่า (Blue Archive Ex. Decagrammaton)
จงมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้ต่อให้มันจะไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม
จงใช้ชีวิตอย่างที่ปรารถนา โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร
จงดิ้นรนอย่างถึงที่สุด แม้ต่อให้ ‘ฉากจบ’ นั้นจะถูกกำหนดไว้แล้วก็ตาม
ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ปาฏิหาริย์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างซ้ำ ๆ
ยอมรับต่อชะตากรรมอันแสนโหดร้าย และจงอย่าได้รู้สึกเสียดายภายหลัง
หากว่านี่คงไม่ใช่เกมกาชาที่ผมรักมากที่สุด มันก็คงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่มันได้สอนใจบางอย่าง และทำให้ผมได้ตระหนักรู้ว่าอะไรจะสำคัญไป มากกว่าการดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตไปจนถึงวันพรุ่งนี้
กราบสวัสดีอีกครั้ง และยินดีต้อนรับสู่ช่วงเวลาของการ ‘บอกเล่าประสบการณ์’ สำหรับเกม บลู อาร์ไคฟ์ หนึ่งในเกมกาชาที่ผมยังคงรู้สึกทึ่งทุกครั้งในทุก ๆ ครั้งที่มันได้มีการอัปเดตใหม่เข้ามา
ผมคงไม่ต้องเท้าความอะไรที่ซับซ้อน นอกจากเพียงอาจพูดได้ว่าตลอดทุกครั้งของการได้ดื่มด่ำกับเนื้อเรื่องของการนำเสนอภายในเกมนี้ มันมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากทำให้ผมได้เรียนรู้ รวมถึงเปิดกว้างทางความคิดเกี่ยวกับสิ่งอันตื้นเขินที่เมื่อมันถูกนำมากางออกอย่างกว้าง ๆ ทำให้ผมพบว่าแรงจูงใจของเหล่าผู้ถูกเรียกว่า ‘อริศัตรู’ ในบางครั้งพวกเขาก็มีเหตุผลมากเพียงพอที่ผมได้เข้าใจถึงจุดประสงค์ของการกระทำ
การเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เจ็บปวดอยู่เสมอ และมักเต็มไปด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การเป็นมนุษย์นั้นคือสิ่งที่อ่อนแอ สิ่งมีชีวิตที่ต้อยต่ำและไร้ค่า ไร้ความสามารถ
ทว่าในมุมกลับกัน... เรากลับไม่รู้จัก ‘ยอมแพ้’ ต่อโชคชะตาหรือน้อมรับสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
อย่างง่ายดาย...
ในช่วง EP. ที่แล้วที่ผมได้เขียนเล่าไปเกี่ยวกับตอนจบและเนื้อหาของ Volume F หรือเนื้อเรื่ององก์สุดท้ายของเกมไป ผมได้บอกเล่าเกี่ยวกับการที่ตัวผมเองได้ ‘ฝืน’ กระทำในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวผมเองมาก่อนหน้านี้ หมายรวมไปถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับการตั้งคำถามที่ว่า ผมสามารถที่จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้หรือไม่ แน่นอนว่าเจ้าคำถามนี้มันคือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวของผมมาแล้วพักใหญ่ และผมเองคงต้องยอมรับว่ายิ่งเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความห่างเหินของสิ่งที่เรียกว่า ความสุข (Happiness) ในตัวผมมันยิ่งหดหายไป หลายครั้งผมไม่แน่ใจนักว่าทุกครั้งเวลาที่ผมทำอะไรสำเร็จขึ้นมาด้วยมือตัวเอง ผมต้องแสดงความรู้สึกอะไรออกมาหลังจากนั้น
มีความสุขกับมัน? พึงพอใจ? มองหา ‘จุดผิดพลาด’ เพื่อที่จะแก้ไขและทำให้มันดีขึ้นอีกในอนาคต
หรือสุดท้ายผมควรจะ ตัดอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดออกไป
มองมันเป็นเพียง ‘งานชิ้นหนึ่ง’ ที่ถือกำเนิดจากดวงวิญญาณที่ได้ตายลงไปแล้ว...
แน่นอนว่านั่นเป็นไปไม่ได้…
งานศิลปะที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นจะยังสามารถเรียกว่า ‘งานศิลปะ’ ได้อยู่อีกหรือไม่? นั่นคงเป็นหนึ่งใน ‘คำถามอภิปรัชญา’ ที่เราอาจต้องหาคำตอบต่อไปในอนาคต
ทว่าก่อนที่ผมจะพาออกนอกเรื่องมากไปกว่านี้ ก่อนอื่นผมอาจต้องลากกลับมายังประเด็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่ผมได้รับ ภายหลังจากที่เล่นในส่วนเนื้อเรื่องของ ‘เดคาแกรมมาทอน’ จนจบซะก่อน
และแน่นอนว่าเนื้อหาที่คุณจะได้รับชมต่อจากนี้ไป ถือเป็นการ ‘เปิดเผย’ เรื่องราวในส่วนที่สำคัญที่สุดของเกม
อาจเทียบเคียงได้กับในส่วนของเนื้อเรื่อง องก์สุดท้าย หรือมากกว่านั้น เนื่องจากมันเป็นบทที่ค่อนข้างเล่นกับจิตใจและตั้งคำถามถึง ‘การดำรงอยู่’ ของพวกเราไปมากพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าผมจะขอทำการหลีกเลี่ยงซึ่งการพยายามเขียนในส่วนนี้ให้มันมี ‘ความขบขัน’ ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ด้วยสาเหตุที่มันมี การกระทบกระเทือนจิตใจทางอารมณ์
และด้วยเหตุนี้ ผมจะไม่ขอการันตีใด ๆ ว่ามันจะให้สาระสำคัญอะไร นอกเหนือจากเป็นเพียงการดำดิ่งลึกกับเนื้อหาของเกมมากเกินไป จนเรียกว่าอาจต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง แก้ไข ไปจนถึงการขัดเกลาสำนวนการเขียนบอกเล่าประสบการณ์นี้ไปมากพอสมควร
-----
-------
---------
ทวยเทพไร้นาม (Nameless God)
เรื่องราวของในบทเนื้อเรื่องนี้เปิดตัวมาด้วยความเหนือธรรมชาติอันมากมายด้วยคำถามอนันต์ สารภาพว่าผมเริ่มเล่นบทเนื้อเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงครั้งเนื้อเรื่ององก์แรก ๆ ของเกมมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวผมรู้สึก ตะขิดตะขวง เกี่ยวกับตัวเนื้อเรื่องบทนี้ไปพอสมควร
แน่นอนว่ามันให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและดูจะ ‘หลุด’ เกินกว่าที่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นคนละเกมไปเลยก็ว่าได้ อย่างไรเอง การตั้งคำถามเกี่ยวกับเซ็ตติ้งของเรื่องราวในโลกของคิโวทอส ก็ดูคงจะเป็นอะไรที่ค่อนข้าง ‘กว้าง’ และ ‘ปลายเปิด’ ในรูปแบบที่อาจพอพูดได้ว่ามันคือหนึ่งในเสน่ห์การเล่าเรื่องที่ให้ความแตกต่างจากบรรดา เรื่องเล่า (Lore) ในโลกของวิดีโอเกมไปอยู่พอสมควร
ที่จริงคือ… ผมเองอยากจะพูดถึงเรื่องนี้มาสักพักใหญ่ อาจไม่ใช่ในมุมมองของผู้ดื่มด่ำในเรื่องราวที่ถูกปรุงแต่งอย่างประณีต หากแต่เป็นในมุมมองของ ‘ผู้สร้างสรรค์’ แน่นอนว่าเรื่องนี้อาจเป็นเพียง มุมมองส่วนตัว เพียงเท่านั้น ฉะนั้นเพื่อจะให้เข้าใจตรงกัน ผมจะไม่ตัดสินหรือตีตราใด ๆ และหากสิ่งที่ผมได้บอกไปนั้นมีความขัดแย้ง ตกหล่น กระทั่งมี ความผิดพลาด ไป ผมคงไม่มีอะไรจะแก้ตัวนอกเหนือจากเพียงน้อมรับและปรับปรุงแก้ไข
เรื่องเล่า (Lore) ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลส่วนเสริมของเรื่องแต่ง หน้าที่ของเรื่องเล่าเหล่านี้มักจะมีการนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย อาจเป็นได้ทั้งบันทึก สิ่งของ ฉาก บรรยากาศ หรือเป็น ‘การตีความ’ โดยสิ่งเหล่านี้มันถูกสอดแทรกเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ในโลกของวิดีโอเกม และจะมีจำนวนมากเป็นพิเศษ หากว่ามันถูกสร้างและขยายขึ้นจนเรียกได้ว่ามีความกว้างในระดับ จักรวาล (Universe)
ในภาษาวรรณกรรม เรามักจะเรียกสิ่งนี้ว่า ศิลปะการสร้างโลก (World Building)
กระบวนการของมันนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน หากแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของผู้สร้างแต่ละคนว่าพวกเขาสามารถรังสรรค์มันออกมาอย่างไรให้ดูน่าเชื่อถือหรือทำให้ ‘ผู้ดื่มด่ำ’ นั้นรู้สึกได้ถึงความประณีตของเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นมา
ทั้งนี้แล้ว ในแง่ของความสมเหตุสมผลหรือความสมจริง อาจขึ้นอยู่กับมุมมองของ ‘ความเป็นปัจเจกบุคคล’ ของผู้ดื่มด่ำเรื่องราวนั้น หรือหากพูดอย่างชัดเจนก็คือ การมองหาความสมจริงหรือสมเหตุสมผลของเรื่องราวที่ถูกบอกเล่า ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการ ‘จับปลากลางอากาศ’ ที่เราไม่อาจมีวันล่วงรู้ได้ว่ามันมีจริงอยู่หรือไม่
เปรียบดั่งคือ เทวดามาโปรด (Deus Ex Machina) ที่ถูกแทรกเข้ามา
หรือไม่ก็คงอาจเป็น ‘กลเม็ดลับ’ ที่ตัวฝั่งของทางผู้สร้างสรรค์เลือกจะนำมันเข้ามาเพื่อสะท้อนถึง ‘มุมมองบางอย่าง’ เพื่อทำให้ผู้ดื่มด่ำในเรื่องราวได้ตระหนักรู้ว่า
ปาฏิหาริย์
มิอาจเกิดขึ้นได้
หากปราศจาก ‘ความเชื่อใจ’ และ ‘การลงมือทำ’
ทว่าอย่างไรเอง มันก็อาจนำพามาซึ่ง ‘ข้อถกเถียง’ ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับสื่อบางประเภทที่มีเหล่าผู้ดื่มด่ำในจำนวนที่มากมายเกินเสียจนไม่อาจแยกแยะสิ่งใดได้ กระทั่งโลกแห่งความเป็นจริง…
ยอมรับว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างเป็นปัญหาอยู่พอสมควรในการจะพูดถึง องค์รวมของการพยายามคาดเดาถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาในมุมมองของผู้เล่นเกมนั้นมันมีส่วนในการสามารถทำให้เรื่องราวที่ถูกบอกเล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปได้หลากหลายทาง หากแต่ทั้งนี้ การพยายามยึดโยงอยู่กับเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป อาจนำพามาสู่ ‘ความว่างเปล่า’ หรือการที่สิ่งเหล่านั้นถูกแช่แข็งอยู่ในกาลเวลาโดยไม่อาจที่จะมีความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนากลายเป็นสิ่งอื่นได้ แน่นอนว่าแม้ในมุมมองหนึ่ง การมองหา ความสมบูรณ์แบบ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจเป็นเหมือนเพียง ‘คำเปรียบเปรย’ ที่ไม่มีแก่นสารใด ๆ นอกเหนือจากเป็นเพียงการแสดงอารมณ์อันสุดขั้วที่มาจากความคิดของคน ๆ นั้น
อารมณ์เหล่านี้กลับส่งผลกระทบอย่างมาก ไม่ว่าจะต่อทั้งตัวผู้พูดหรือแม้แต่ผู้รับฟัง
และมันจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก ถ้าหากว่าสิ่ง ๆ นั้นมันถูกบอกกันแบบ ปากต่อปาก จนก่อเกิดกลายเป็นการนำเอาสิ่งที่ถูกปกปิดเอาไว้นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ยืนยันถึงแนวคิดอันถูกต้องของตนเอง โดยมิสนใจสิ่งใดนอกเหนือจาก ความอยากเอาชนะ
รสชาติของการดื่มด่ำอาหารที่ถูกปรุงแต่งมาอย่างดี ถูกสุขลักษณะ และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ย่อมให้ความรู้สึกแตกต่างจากอาหารสำเร็จรูปเสมอ พวกมันถูกออกแบบมาเพื่อให้บริโภคอย่างรวดเร็ว มุ่งเน้นเพียงสร้างพลังงานโดยพยายามปรุงแต่งมันออกมาโดยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่ผู้ปรุงนั้นต้องการให้เป็น แน่นอนว่าในแง่หนึ่ง สิ่งนี้อาจดูไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากอย่างแรก ทว่าสิ่งที่มันกลับให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างมากจากอาหารที่ถูกปรุงแต่งมาจากในห้องครัว นั่นคือการที่ตัวของผู้ชิมไม่อาจจะรับรู้ถึง กรรมวิธี หรือ ความรู้สึกแรกพบ อันเป็นส่วนสำคัญนับตั้งแต่ยามครั้งแรกเมื่อเดินเข้าร้าน…
เราจะเป็นอิสระได้ก็ต่อเมื่อกล้าเผชิญความจริงโดยไม่หวาดกลัว
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความลำบากใจเป็นอย่างมากต่อมนุษยชาติโดยรวม นั่นคือการที่พวกเราต่างรู้ว่า ‘ความจริง’ คือสิ่งที่มันอยู่ตรงหน้าพวกเรามาโดยตลอด และมันเองก็ล้วนมีพลังอำนาจมหาศาลเกินเสียกว่าจะเอาชนะทุกอย่างที่เกี่ยวกับมันได้จนหมด
ในทุกช่วงเวลาของการเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจาก ‘บททดสอบ’ ที่มันผุดขึ้นมาอยู่หลากหลายครั้ง ตลอดของการที่ผมได้นั่งอ่านเนื้อเรื่องนับจากช่วงเริ่มต้น จวบจนกระทั่งมาถึงในจุดที่ผมถึงกับรู้สึกจุกอกจนหายใจไม่ออก และต้องหลบไปเพื่อพักหายใจสักระยะ ก่อนจะกลับมาอ่านเนื้อเรื่องเหล่านั้นอีกครั้ง ผมสัมผัสได้ว่าการบอกเล่าเนื้อเรื่องนี้ให้กลิ่นไอแตกต่างไปจาก องก์สุดท้าย ไปในอีกรูปแบบหนึ่ง
หากว่าเนื้อเรื่องในส่วนนั้น คือการพูดถึงการให้อภัยต่อตัวเอง มอบโอกาสเพื่อกลับกลายเป็นคนที่ดีในอนาคต
ในส่วนของเนื้อเรื่องเดคาแกรมมาทอนนั้น ก็คือการทำให้เราได้ ‘เผชิญหน้า’ กับความเป็นจริงอันแสนเจ็บปวด สิ่งที่พวกเราต่างพยายาม ‘หลอกลวง’ ‘เฝ้าฝัน’ หรือ ‘มองหาวิธีการ’ เพื่อที่จะเอาชนะต่อสิ่งที่พวกเราไม่อาจเอาชนะได้
ยิ่งโดยในส่วนของการบอกเล่าเกี่ยวกับการแสดงออกของตัวละครหลักอย่าง ‘เซนเซย์’ ที่แน่นอนว่ามันกลายเป็นหนึ่งในปริศนา (หรือเปล่า? xD) ก็เรียกได้ว่ามันทำให้ผมค่อนข้างมองเห็นถึงบุคลิกและลักษณะนิสัยของ เขา/เธอ คนนั้นในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
ผมอาจต้องสารภาพมาใน ณ ที่นี้ว่า หนึ่งในตัวละครในเรื่องราวที่ดำเนินไปอยู่ในโลกของคิโวทอส สิ่งที่เรียกว่า ‘คุณครู’ หรือ เซนเซย์ ในโลกแห่งนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจมีวันเข้าใจ แม้ในอีกแง่หนึ่งนั่นอาจเป็นเพียงความจริงครึ่งหนึ่งที่ผมคงต้องยอมรับอย่างสัตย์จริง หากแต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมเองกลับคิดว่าสิ่งที่มันแสดงออกมาผ่านประโยคคำพูดหรือการกระทำนั้นมันค่อนข้างถือเป็นสิ่งที่แตกต่างจากในบรรดา ตัวละครเอก หลากหลายตัวมากพอสมควร
“ถ้าทุก ๆ เรื่องมีเหตุผลที่ยอมรับได้มารองรับ ก็คงจะดีไม่น้อยเลยเนอะ”
“ถ้ามีโลกไหนที่การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องหนักหนาล่ะก็…”
“ถ้าเป็นแบบนั้นได้… ก็คงจะวิเศษมากเลยละ”
การกระทำเล็ก ๆ ที่แม้อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป หากแต่สำหรับในสายตาของใครสักคน มันกลับไม่ต่างอะไรจากการเล่นบทบาทของ พระเจ้า ที่มอบความหวัง และแรงขับเคลื่อนเหล่านั้นเพื่อให้ เขาและเธอ ได้มีเหตุผลในการดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไปโดยไม่ยอมแพ้ไปซะก่อน…
ประโยคคำพูดนั้นดูแล้วช่างเป็นความเพ้อฝัน และแน่นอนว่านั่นคงเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต่างใฝ่ฝันถึง
‘คิโวทอส’ เป็นเมืองแห่งการศึกษาที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับเหล่าเด็กนักเรียนมากหน้าหลายตาจากหลากหลายสถาบัน ตัวตนของเด็กนักเรียนเหล่านั้นพวกเธอไม่ได้มีความแตกต่างอะไรไปจาก มนุษย์ทั่วไป โดยที่ในขณะเดียวกันเหล่าพลเมืองกลับถูกนำเสนอในรูปแบบของ ‘มนุษย์สัตว์’ แทน ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจเป็นหนึ่งในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หากมองข้ามมันไปก็คงมีเหตุผลส่วนหนึ่งที่ ผู้สร้างสรรค์ ต้องการปกปิดไว้ หรืออาจเพื่อสร้างบรรยากาศในโลกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาทำให้มันมีเสน่ห์และความเป็นมิตร
ผมอาจไม่รู้ถึงเหตุผลเรื่องนั้น และเกรงว่าคงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ตราบเท่าที่มันไม่ได้ทำลายการดื่มด่ำของเนื้อเรื่องที่ดำเนินอยู่ไป… อย่างลึกซึ้ง
ในช่วงยามว่างเว้นจากการทำกิจวัตรประจำวัน ตัวตนในอดีตที่ผ่านมาของผมมักจะพยายามวาดภาพของจินตนาการภายในหัวของตัวเองอยู่เสมอ ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘โลกในอุดมคติ’ ที่ผมพยายามจะหาเหตุผลทุกอย่างมาเพื่ออธิบายถึงหลักการของมัน นั่นคือกระบวนการอย่างหนึ่งของ ‘ศิลปะการสร้างโลก’ ซึ่งแน่นอนว่ามันเคยมีการระบุไว้จากที่ไหนสักแห่งว่า
“เรา (ผู้แต่ง) มีความจำเป็นที่ต้องสร้างให้โลกเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถืออันมากพอ เพื่อจะให้ผู้รับสารได้รู้สึกถึง ‘ความคุ้นชิน’ ในยามที่พวกเขาก้าวเข้ามาสู่โลกของ เรา (ผู้แต่ง) โลกแห่งนั้น”
นั่น… อาจเรียกว่าเป็น เรื่องจริง ที่ผมเองค่อนข้างไปในทางเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ทว่าอย่างไรก็ตาม มันก็มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นอยู่ภายในใจ
“แล้วจะเกิดอะไร ถ้าหากการที่เรารังสรรค์โลกแห่งนั้นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุและผลมารองรับ?”
“จะเกิดอะไรขึ้น? หากเราเลือกที่จะแหกขนบธรรมเนียมและกลวิธีทั้งหมดออกไป หลงเหลือเพียงแค่สิ่งที่เราอยากจะสื่อสารออกไป มิใช่เป็นเพียงการสื่อสารโดยตรง แต่เป็นการ ‘สะท้อนภาพ’ ถึงความเป็นจริงที่พวกเราต่างรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นมาตั้งแต่แรกแล้วว่า…
มันไม่เคยมีอยู่จริง”
จะด้วยเพียงเพราะมันเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ ที่เข้ามารวมกัน หรือเป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ของเรื่องราวทั้งหมดที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
สิ่งเหล่านี้แท้จริงเป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แต่ต้น ทุกอย่างที่มันถูกวางเอาไว้นับตั้งแต่ยามเมื่อเราได้ก้าวเข้ามาในโลกแห่งนั้น การถือกำเนิดของเรานั้นมิใช่สิ่งที่เราต้องการ หากแต่มันถูกกำหนดมาให้เป็นแบบนั้น สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างเราเพื่อให้เรา ‘ก่อกำเนิด’ ขึ้นมาจากเซลล์นับอนันต์ ก่อนจะลืมตาดูโลกและได้เติบใหญ่เพื่อค้นหาตัวตนในแบบที่เราต้องการ
คำถาม… มีแต่ ‘คำถาม’ และ ‘ปริศนามากมาย’ เต็มไปหมด
จุดประสงค์ของเราเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร?
หรือเพราะมัน ‘ไม่มีอยู่’ ตั้งแต่แรก?
เรื่องราวของโลกคิโวทอส อาจดูกลายเป็นหนึ่งสิ่งที่มันดูไม่ใช่เรื่องสำคัญไปเลย เมื่อผมได้ตระหนักถึงข้อ ๆ นี้โดยที่ตัวเองยังคงพยายามดื่มด่ำกับเรื่องราวนั้นของเกมมันอย่างลำพัง
‘การพิสูจน์ตัวตน’ ถือได้ว่าคือหนึ่งในบททดสอบแรก ๆ มันเกิดขึ้นมานับตั้งแต่ยามเมื่อช่วงครั้งแรกเมื่อเราในฐานะของ เซนเซย์ ได้ก้าวเข้ามาในเมืองแห่งการศึกษา และได้ค้นพบกับสิ่งต่าง ๆ ที่ดูแล้วมันแตกต่างไปจากโลกทั่วไปในปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ในรูปแบบที่อาจเรียกว่ามัน ‘หลุดโลก’ เกินกว่าที่เราจะคิดว่ามันเกิดขึ้นได้จริง
หลากหลายเหตุการณ์ ในทุกรูทของเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นภายในโลกของเกมกาชาเกมนี้ จังหวะของการเล่าเรื่องแบบชีวิตประจำวันทั่วไป เป็นเรื่องอันน่าประหลาดใจสำหรับผมมากพอสมควรที่ว่าบางเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มันถูกนำเสนอออกมาในโลกของเกมนี้มันดูเป็นสิ่งที่ ‘ติดดิน’ หากแต่ในทางกลับกันก็ชวนให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ ตราบจนไปถึงการบอกกล่าวเป็นนัย ๆ โดยสะท้อนภาพระหว่าง ‘จินตนาการ’ กับ ‘ความเป็นจริง’ ที่หากลองสังเกตสิ่งเหล่านี้และนำข้อมูลจากโลกของความเป็นจริงมาประกอบเข้ากันแล้ว กลับดูเป็นสิ่งที่ตรงกันอย่างน่าเหลือเชื่อ
และหลายครั้งมันก็เป็น ‘ความน่ากลัว’ ที่ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบอัน ‘เบาบาง’ และ ‘ตื้นเขิน’
กระบวนการของการเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อจะสะท้อนภาพเหล่านั้นออกมาให้ชัดเจนมันมีอะไรที่มากกว่าแค่การสอนผ่านในห้องเรียนหรือในหนังสือ หากแต่มันคือ ‘การสังเกต’ ชีวิตและความเป็นไปของผู้คนในสังคมที่เกิดขึ้น
ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่มันมีความพิเศษ และอาจเปรียบได้เป็น ‘พลังวิเศษ’ ที่สิ่งมีชีวิตน้อยสายพันธุ์จะสามารถทำได้ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า การตระหนักรู้ (Realization) อันเป็นกระบวนการสำคัญที่มันมาพร้อมกับการ ‘ตกผลึกความรู้’ จากสิ่งที่เราได้สัมผัส สังเกต เรียนรู้ โดยไม่สำคัญว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะเป็นสิ่งที่ถูกบรรจุหรือไม่ถูกบรรจุไว้ก็ตาม
อย่างไรเอง ในส่วนของสิ่งที่ผมได้กล่าวไว้ อาจเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะในยุคสมัยที่พวกเราต่างถูกหล่อหลอมมาด้วยการถูกเร่งให้เติบโต เร่งให้ประสบความสำเร็จ ชีวิตที่ถูกตีค่าผ่านตัวเลขหรือตัวอักษร หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ‘ค่านิยม’ โดยมันฝังไว้อยู่ในส่วนลึกของสังคมในโลก ณ ปัจจุบันที่เป็นอยู่
การถูกให้คำนิยาม ถูกมองกลายเป็น ‘สิ่งทั่วไป’ ที่กระทำกันจนกลายเป็นกระแส
ทุกอย่างในโลกรอบตัวล้วนมี ‘คำนิยาม’ ไม่เว้นแม้แต่กับการดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ในโลกอันบิดเบี้ยวนี้ ก็ล้วนหนีไม่พ้นสิ่งเหล่านั้น…
อดีตมักถูกจดจำไว้อย่างสวยงามภายใต้ความทรงจำ
อนาคตมักเข้ามาในแง่ดีท่ามกลางความลุ่มหลงที่เรียกว่าการคาดหวัง
ส่วนปัจจุบันนั้นดำรงอยู่เพียงเบาบางระหว่างอดีตกับอนาคต
แต่พวกเรากลับแทบจะไม่ได้ครอบครองมันไว้ได้เลย…
สึคัตสึกิ ริโอะ (Tsukatsuki Rio) คือหนึ่งในตัวละครที่ปรากฏครั้งแรกในเนื้อเรื่ององก์ที่สองของเกม
ตัวตนและลักษณะนิสัยของการเป็นคนชอบเก็บตัวและสุงสิงกับคนเพียงไม่กี่คน ตำแหน่งของผู้เป็น ‘ประธาน’ ของสภานักเรียนของมิลเลเนียม
อาจมีความจำเป็นอย่างหนึ่งที่ผมต้องสารภาพเล็กน้อยว่าเธอมีบางอย่างที่มันชวนให้ผมรู้สึก ‘คุ้นเคย’ อย่างน่าประหลาดใจ มุมมองของการมองโลกทุกอย่างด้วยเหตุผล ประกอบเข้ากับความกังวลที่มีต่ออนาคตและโลกที่ตัวเองต้องการ หากแต่ผลลัพธ์กลับนำพามาซึ่งหายนะที่ตัวเองได้ก่อไว้จนยากที่จะออกมายอมรับต่อ ‘ความผิดพลาด’ ที่ตัวเองได้กระทำลงไป
ความวุ่นวายที่มันกลายเป็นเหตุของการทำให้ครั้งหนึ่ง เรา (เซนเซย์) จำเป็นต้องออกโรงเพื่อเข้าช่วยเหลือและยับยั้งเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรม บทของเนื้อเรื่องในองก์ที่สอง คือสิ่งที่มันแอบแฝงไว้อยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายของตัวละครจาก ชมรมพัฒนาวิดีโอเกม ที่ต้องการมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในแบบที่ตัวเองต้องการ
เฉกเช่นเดียวกับที่ผมเคยได้เขียนไปในช่วง EP.2 และแน่นอนว่าผมจะทิ้งลิงก์สำหรับการเข้าไปอ่านได้ตามด้านล่าง
กลับมากันที่เรื่องหลักของเรากันต่อ…
โดยภาครวมของเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของเดคาแกรมมาทอน ถือว่ายังคงความเป็นมาตรฐาน หรือหากพูดให้ดีกว่านี้ มันคือการยกระดับทำให้ผมมองเห็นความสำคัญของการสร้างบทและเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกแต่งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของการ ปราบปรามสิ่งที่เป็นภัย และ นำความสงบสุขกลับคืนสู่ความโกลาหล ทว่ามันคือการย้อนกลับไปนึกถึง จุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์ รวมไปถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนที่ถูกปิดซ่อนไว้ของ เซนเซย์ ที่มันได้แยกออกจากตัวตนของ ‘ผู้เล่น’ ออกไปอย่างชัดเจน อาจกล่าวได้ว่าในมุมมองบางส่วนนั้นอาจมีข้อถกเถียงมากมายหรือข้อขัดแย้งบางอย่าง กระนั้นแล้วหากมองดูมันอย่างลึกซึ้งให้มากขึ้นกว่าเดิมนั่นคือ…
ทุกเรื่องราวที่ดำเนินขึ้นในโลกคิโวทอส ล้วนไม่สามารถใช้ 'ตรรกะ' และ 'ความเป็นจริง' ในการตัดสินแทบจะทุกอย่างได้
เราไม่อาจล่วงรู้ถึงปูมหลังของเซนเซย์ ไม่รู้ว่าอะไรคือ ‘เจตนารมณ์อันแท้จริง’ รวมไปถึงแรงจูงใจสำคัญว่าทำไมคนเป็นครูถึงต้องยินยอมปกป้องเด็กนักเรียน จนแม้แต่ยอมสละชีวิตของตัวเอง
เอาเข้าจริงแล้ว… นั่นอาจเป็นเพียง ‘ช่องว่างในจินตนาการ’ ที่มันถูกเว้นไว้เพื่อให้ ‘ผู้เล่น’ ได้เติมเต็มส่วนนั้นในมุมมองทางความคิดของพวกเขาเอง
ผมคงไม่ได้พูดว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของการรังสรรค์เรื่องเล่าผ่านตัวอักษร นั่นคือในทุก ๆ ที่จำนวนของคำและบทบาทที่มันเพิ่มไปมากขึ้น บางสิ่งที่ไม่ถูกเล่า กลับถูกนำไปหลบหรือเก็บไว้อยู่ ณ ที่แห่งหนไหนสักแห่ง การมองหาสิ่งเหล่านั้นอาจนำพามาซึ่งคำตอบที่เราต้องการ หรืออาจไม่มีอะไรซ่อนไว้นอกเหนือจากเป็น ‘ความคิด’ ของเราเองที่เลือกจะสร้าง คุณค่าและความหมาย ขึ้นมาตามความพึงพอใจของแต่ละคน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเองคงไม่อาจก้าวก่ายถึง ‘สิ่งที่สำคัญ’ อันเนื่องจากมันคือ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ซึ่งหากว่ามันมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนแรงปรารถนาของพวกเขาได้ นั่นก็แปลว่ามันเองก็คุ้มค่าสำหรับการที่คุณจะรักษาและกอดสิ่งนั้นเอาไว้ให้แน่น ๆ จงอย่าได้ลืมหันไปมองและให้ความใส่ใจกับมัน มาก มาก และมากที่สุด โดยที่ในขณะเดียวกันก็พึงตระหนักและไม่ลืมที่จะสำรวจความคิดของตัวเองในทุกครั้ง
‘ความผิดพลาด’ มักจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจากสายตาของบุคคลที่สาม หากแต่รองลงมาคือการ ย้อนมอง ไปถึงช่วงเวลาในอดีตที่มันเป็นการตัดสินใจแบบชั่ววูบโดยไม่อาจทราบถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต มันอาจฟังดูทำได้โดยง่ายดาย หากการพูดเพียงว่า จงละทิ้งตัวตนในอดีต และโอบรับพลังอันไร้ขีดจำกัดเพื่อดลบันดาลทุกสิ่งที่ใจปรารถนา ดูเป็นพลังใฝ่ฝันที่ทุกคนต่างอยากได้และต้องการไขว่คว้าเพื่อครอบครองมัน
หากแต่มันจะดีจริงหรือเปล่า? ตัวตนในอดีตอันแสนเจ็บปวดและเต็มไปด้วยความน่าสมเพช หากการกำจัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไป เรา จะยังเป็น เรา ได้อยู่อีกหรือไม่? หรือแท้จริงการเปลี่ยน ‘เปลือกนอก’ ไม่ได้มีส่วนช่วยทำให้เราได้รับพลังเช่นนั้นไป แต่เป็นเพียง ‘ความเชื่อโดยปราศจากการตั้งคำถามและสงสัย’ จนเราไม่อาจคิดถึงสิ่งใดอีกนอกจากเพื่อกลบเกลื่อน ความผิดพลาดในอดีต ของตัวเองจนมันทับถมกันอย่างซ้ำ ๆ ก่อนจะโดนขุดคุ้ยออกมาให้กลายเป็นที่ประจักษ์สู่สายตาของผู้คน
ขออภัยที่ผมลากออกนอกประเด็นอีกครา…
‘กุญแจ’ หรือ เทนโด เคย์ คือตัวละครใหม่ที่ถูกเพิ่มขึ้นมา และเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเรื่องราวของบทเนื้อเรื่องนี้ แต่เดิมมาเธอเปรียบเสมือนเป็น ‘ตัวตนอีกด้าน’ ที่ถูกซ่อนเอาไว้ในตัวตนของ อาริสึ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองต่างมีมุมมองคล้ายคลึงกัน อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ขั้วตรงกันข้าม’ ซึ่งทำหน้าที่ในการดึงสติสัมปชัญญะ รวมไปถึงทำหน้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของ อาริสึ โดยที่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะใส่มุมมองของ ความเป็นผู้รับใช้เทพธิดา ที่แน่นอนว่าก็มีพลังและความสามารถไปไม่น้อยกว่าตัวตนอีกด้าน ผู้ถือกำเนิดขึ้นมากลายเป็น ‘ผู้กล้า’ เพื่อฝ่าฟันทุกสิ่งอย่างไปพร้อมกับมิตรสหายร่วมเดินทาง
“การมีชีวิตอยู่คือความเจ็บปวดค่ะ”
“เราไม่ได้เกิดมาด้วยเจตจำนงของตนเอง แต่แค่ถูกโยนเข้ามาในโลกโดยไม่รู้อะไรเลยค่ะ”
“ชีวิตคือความย้อนแย้งและไม่สมเหตุสมผล มันก็เลยต้องบังคับให้ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ต้องทนต่อความเจ็บปวดที่เหลวไหล”
“พวกฉันก็เพียงต้องการที่จะทำลายวงจรนั้นค่ะ”
ความย้อนแย้งของผู้ที่เรียกตนเองว่า เทพเจ้า นั่นคือการที่พวกมันถูกสร้างขึ้นจากอุดมคติและความต้องการในการที่อยากจะทำให้มนุษย์ได้รับการถูก ‘ปลดเปลื้อง’ จากความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานไปทั้งปวง
เป็นเรื่องชวนน่าฉงนและฉุกคิดเสียอยู่เล็กน้อย เกี่ยวกับการที่หลักคำสอนทางศาสนาส่วนใหญ่มักจะแฝงมาพร้อมกับความคิดในเรื่องของการทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์และความเจ็บปวด หลายครั้งคำสอนเหล่านั้นดูเหมือนเป็นสิ่งที่ถูกบอกเล่ากันมาแบบ ปากต่อปาก โดยที่มันกลับไม่ได้มีความหมายที่แตกต่างไปเลย นอกเหนือจากมีจุดประสงค์เพียงเพื่อต้องการเป็น ‘รากฐานความเชื่อ’ อันสำคัญที่ทำให้มนุษย์ไม่ตกลงสู่ ห้วงแห่งความป่าเถื่อน และละทิ้งความเป็นเหตุผลออกไป
นิยามหนึ่งที่มันยังคงเป็นคำถามที่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ความดี (Grace) อันถือกำเนิดขึ้นจากสิ่งนามธรรมอันไม่มีปี่มีขลุ่ย
ไม่มีใครรู้ว่านิยามของความดีคืออะไร เราต่างเพียงรับรู้ได้ผ่านการกระทำจาก คนสู่คน หรือ สัตว์สู่สัตว์ และแน่นอนว่ามันไม่มีอยู่ในธรรมชาติรอบตัวเรา ธรรมชาติไม่อาจบอกเราได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ความดี’ หรือ ‘ความชั่ว’ นอกเสียจากมันจะขึ้นอยู่กับ ‘ความเป็นมนุษย์’ ของเราเองที่มันยังคงช่างย้อนแย้งและไม่มีเหตุผล
ความดีที่ถูกยึดโยงด้วยเหตุและผล จะถูกมองว่ามันคือ ผลประโยชน์ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีร่วมกัน
ส่วนเรื่องของความชั่ว…
การถูกครอบงำโดยสัญชาตญาณดิบเถื่อน
การละทิ้งเหตุผล ตอบสนองต่อความต้องการโดยกมลสันดาน
หรือไม่… มันก็เป็นเพียง ‘ความบิดเบี้ยว’ ของโลกใบนี้ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่แรกแล้ว
ภาวะเกลียดชังมนุษยชาติ หรือ Misanthropy (ไมซานโทรปี) ถือเป็นคำนิยามอย่างหนึ่งที่แสดงออกถึงความเกลียดชังโดยทั่วไป (General Hatred) ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และความเป็นมนุษย์ แนวคิดของคำนี้สืบเนื่องออกไปยังในยุคศตวรรษที่ 17 หรือหากมองย้อนไปไกลกว่านั้นคือย้อนกลับไปยังช่วงเริ่มแรกของอารยธรรมมนุษย์ โดยแนวคิดดังกล่าวมันมีที่มาจากบทประพันธ์เรื่อง Le Misanthrope
ไม่ขอเจาะลึกไปมากกว่านั้น หากแต่ผมจะทำการทิ้งแหล่งข้อมูลไว้สำหรับผู้ที่สนใจเพื่อนำไปศึกษาเพิ่มเติม
>>> ภาวะเกลียดชังมนุษยชาติ (Misanthrope) <<<
มัลคูธ (Malkuth) ตัวละคร (?) หรืออาจต้องเรียกเป็น อาณาจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้า คือเป้าหมายสำคัญของเนื้อเรื่องในบทบาทของการเป็นผู้ที่ต้องรอคอย “วาระสุดท้าย” ของชีวิต เฉกเช่นเดียวกับเหล่าเด็ก ๆ ทั้งสามคนอย่าง ไอน์ (Ein) ซอฟ (Sof) ออร์ (Ohr) ซึ่งก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กับตัวมัลคูธไปเลย
ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า <เจตนารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้จุดยืน> สามารถที่จะตีความหมายได้หลากหลายแบบ นอกเหนือจากเพียงการทำให้พื้นที่ทั่วทั้งคิโวทอสกลายเป็น ‘ดินแดนแห่งเหล็กกล้า’ หากแต่มันเป็นความต้องการในการกำหนดความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ โดยเป็นการพยายามสลัดเอาความรู้สึกแง่ลบหรือการพยายามปรับเปลี่ยนความบิดเบี้ยวของโลกทั้งใบให้กลายเป็น ‘โลกที่สมบูรณ์แบบ’ และปราศจากซึ่งข้อผิดพลาดใด ๆ ซึ่งอาจพอแปลได้ว่ามันคือ ‘โลกในอุดมคติ’ ที่ดูเป็นความบริสุทธิ์อันคาดหวังถึงผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการ
อย่างไรเองก็ดี จุดเปลี่ยนสำคัญนั้นกลับมาถึงเมื่อ เรา (เซนเซย์) ได้พบกับ มัลคูธ และได้ทราบถึงความหมายที่อยู่ใน <เจตนารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้จุดยืน> ที่มันชวนเป็นปริศนาอย่างไม่อาจละทิ้งความสงสัยไปได้
“เพราะการใช้ชีวิตในโลกที่ไร้เทพเจ้าเป็นเรื่องที่โหดร้าย
จุดจบถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
สิ่งที่มีรูปร่างจะหายไป นั่นคือเรื่องที่ชัดเจน
ถึงกระนั้นเราก็ยังคงหลอกตัวเองในปัจจุบันราวกับว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดกาล
การมีชีวิตจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าและยากลำบาก”
ความทุกข์ยากและความเศร้าหม่นหมอง กลายเป็นเหมือน ‘บรรทัดฐาน’ โดยทั่วไปนับตั้งแต่ที่มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับสติปัญญาอันฉลาดล้ำเลิศที่อาจเปรียบเทียบได้ยาก
ความหมายของการเป็น ‘ผู้ประเสริฐ’ คือคนฉลาด ผู้มีปัญญาที่เกิดจากพัฒนาการนับตั้งแต่ยุคบรรพกาล ตราบจนกระทั่งเมื่อเราได้ ‘บรรลุความนำสมัยทางพฤติกรรม (Behavioral Modernity)’ อย่างสมบูรณ์ในช่วง ห้าหมื่นปี ก่อนคริสตกาล
“โลกนี้จึงต้องมีเทพเจ้า
นั่นก็เพราะเราเพียงแค่ดำรงชีวิตต่อไป โดยไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปที่ไหน
เรามาจากไหน
หรือเหตุใดเราถึงดำรงอยู่”
“ทุกคนล้วนเป็นทั้งความเป็นไปได้ เปรียบเสมือนไข่ที่รอวันฟักตัว
ดังนั้นข้าจะเป็นเสียงแตรแรกที่ปลุกรุ่งอรุณนั้นให้ตื่นขึ้น”
ข้าจะขจัดความเศร้าและความเจ็บปวดออกไป
พวกเจ้าจะได้ไม่มีวันหวนนึกถึงมันได้อีก
ในฉากของการต่อสู้กับ เดคาแกรมมาทอน คืออีกหนึ่งส่วนที่ผมอยากจะพูดถึง
อาจจะไม่ได้ละเอียดมากจนเรียกได้ว่ามันครบถ้วนไปทุกกระบวนความ ทว่าความต่างกันของระดับค่าพลังนั้นอาจเรียกได้ว่ามันมากเกินไปเสียจนอาจพอพูดได้ว่าการใช้ ‘กลเม็ดลับ’ เหมือนในช่วงบทองก์สุดท้าย ดูแล้วคงเป็นไปได้ยากยิ่งที่จะเอาชนะได้ ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจดังกล่าวมันเปรียบเป็นเพียง ‘ทรัพยากร’ ที่มันเป็นสิ่งนอกกายอันเป็นเพียง ‘ระบบหนึ่ง’ ในโลกของวิดีโอเกม
อาจฟังดูมีการแฝง ความคิดเห็นส่วนตัว กระนั้นแล้ว มันก็ถือว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมมีความเชื่อมั่นและเข้าใจมากพอว่าเหตุใดตัวของ ‘ผู้รังสรรค์’ เรื่องราวบทนี้ถึงได้แสดงในมุมมองที่อ่อนแอที่สุดของ เซนเซย์ ออกมา
ตลอดในระยะเวลาของการที่ผมได้เล่นวิดีโอเกมมาครึ่งค่อนชีวิต เสพสมและดำดิ่งไปกับเนื้อเรื่องที่ถูกบอกเล่าผ่านความต้องการของผู้สร้างเกม มันมีอยู่เพียงไม่กี่ครั้งที่เราจะได้เห็นการแสดงออกถึงด้านของ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่มันเปราะบางและอ่อนแอมากที่สุด โดยมาก สิ่งเหล่านี้มักจะถ่ายทอดออกมาเพียงผิวเผินหรือในเชิงการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ทว่ากับเกมที่ดำเนินเนื้อเรื่องในรูปแบบ วิชวลโนเวล (Visual Novel) ที่มันเป็นการนำเสนอด้วยการใช้ภาพประกอบ เสียง การบรรยายและบทคำพูดนั้น แน่นอนว่ามันค่อนข้างต้องอาศัยการใช้ความพยายามเข้าใจที่มากพอสมควรในระดับหนึ่ง
อาจไม่ใช่ ‘ตัวเลือก’ ที่มันเหมาะมากนัก โดยเฉพาะผู้เล่นที่คาดหวังการนำเสนอในรูปแบบของแอนิเมชัน ฉากคัตซีนแบบตระการตา หรือไปจนถึงการใส่ ‘ความเป็นหนัง (Cinematic)’ เข้าไป
องค์ประกอบในการเล่าเรื่องที่จำกัด หลายครั้งมันทำให้เราไม่สามารถเข้าใจใน ‘เนื้อความ (Context)’ ของเนื้อหาที่ถูกสื่อออกมาได้ตรงกันทั้งหมด และบางทีนั่นคงอาจเป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้การบอกเล่าด้วยกรรมวิธีแบบการทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหว จึงดูเป็นการเข้าใจง่ายมากกว่า…
อย่างไรก็ดี ในแง่ของกระบวนการนำเสนอนั้นก็เป็นมุมมองทางปัจเจกบุคคล อนึ่งคือ มันเป็น ‘ความต้องการ’ ที่ผู้รังสรรค์ต้องการทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้เล่นสามารถติดพันกับเนื้อเรื่องของเกมไป โดยอาจไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความหวือหวาใด ๆ ขอแค่เพียงมันสามารถเข้าไปในหัวใจของผู้เล่นเหล่านั้น ทำให้มัน ติดตราตรึง เข้าไปในความทรงจำของพวกเขา ซึมซับจนเหมือนกับว่าพวกเขาเป็น ส่วนหนึ่ง ของเรื่องราวในโลกของจินตนาการโดยไม่รู้ตัว
มันอาจมี ‘ทางเลือกมากมาย’ ที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถดื่มด่ำกับเรื่องราวได้
ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว ที่มันจะทรงคุณค่าไปมากกว่า
การบอกเล่าเนื้อเรื่องผ่าน ‘คำ (Words)’ และ ‘ตัวอักษร (Alphabet)’
การต่อสู้ระหว่าง เซนเซย์ กับ เดคาแกรมมาทอน จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปที่มันต่างชั้นกันจนยากที่จะสามารถกำราบได้
ครั้งหนึ่งในช่วงวัยเด็ก เรามักจะกล่าวโทษไปถึงเหล่าผู้ใหญ่ในรุ่นก่อนหน้าว่าเหตุอันใดพวกเขาเหล่านั้นถึงได้กระทำในสิ่งที่โง่เขลาและกำหนดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบและแบบแผน ข้อกำหนดที่มันถูกจำกัดโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าถึงเหตุผล ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีคำอธิบายสำหรับทุกสิ่งอย่าง หากแต่เพียงกำหนดเพียงเพื่อเสมือนเป็น ‘เกราะป้องกัน’ โดยที่ตัวเราในฐานะของ ‘ผู้ใหญ่ (Adult)’ คนหนึ่งทำได้แต่เพียงสั่งสอนให้พวกเขาเติบโตกลายเป็นคนดีของสังคม
ฟังดูแล้วมันก็น่าขันดี ยามเมื่อผมหันมองกลับไปยังช่วงวัยอดีตของตัวเอง
วัยแห่งความคึกคะนอง และการขวนขวายเพื่อหาทุกสิ่งมาเพียงเพราะคาดหวังว่ามันจะอธิบายถึงเรื่องราวทุกอย่างที่ผมสงสัยได้อย่างกระจ่าง โดยไม่ได้ตระหนักถึงวันเวลาที่ผ่านพ้นไปข้างหน้า เหมือนกับการกลับไปนั่งอ่าน เรื่องราวในไดอารี่ส่วนตัว ที่มันได้แสดงออกถึงห้วงอารมณ์ในช่วง ณ เวลานั้น
ความสงสัยเช่นนี้ไม่เคยถูกตั้งคำถาม เฉกเช่นเดียวกันกับจุดประสงค์ของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นิยาม ของมันที่ถูกกำหนดขึ้นมากลายเป็นเหมือน กรอบทางสังคม โดยมันถูกสร้างเพื่อไม่ให้ใครก็ตามมองว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียง เด็กที่โตแต่ตัว อย่างไรก็ดี ในแง่ของโลกคิโวทอสที่มันดำเนินไปในเกมกาชาเกมนี้ ถือว่าเป็นส่วนที่น่าทึ่งและอาจเรียกได้ว่ามันทำให้ความสงสัยจากเมื่อครั้งวัยเยาว์ ณ ตรงนั้นทำให้ผมได้แต่คิดหวนถึง เพื่ออยากจะกลับไป แก้ไข ในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำผิดพลาดเอาไว้
ขอโทษด้วยนะ
ขอโทษด้วยที่ทำให้เห็นไม่ได้ว่าโลกใบนี้เป็นที่ที่น่าอยู่
มันคงจะเป็นการเสแสร้งเกินไป ถ้าผมจะไม่สารภาพจากความรู้สึกตรง ๆ ว่าผม ร้องไห้ กับประโยคนี้จากผู้เป็น เซนเซย์ ไปพอสมควร…
Echoes of Longing (เสียงสะท้อนแห่งความโหยหา) คือชื่อของเพลงปิดเครดิตของเนื้อเรื่องบทนี้
จังหวะของดนตรีและความหมายของเพลงมีความคล้ายคลึงกับบทเพลงช่วงองก์สุดท้ายของ Memories of Kindness (ความทรงจำแห่งความเมตตา) ตรงที่ทั้งสองเพลงเสมือนเป็น ‘กระจกสะท้อน’ ในตัวของพวกมันเอง
ด้านหนึ่ง คือการให้อภัยต่อความผิดพลาด และการไม่จมลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิดที่เรียกว่า ความสิ้นหวัง
ในขณะที่อีกด้าน กลับเป็นการโหยหาไปถึงสิ่งที่ไม่อาจมีวันกลับมา ไม่ใช่เรื่องราวในอดีต แต่เป็นการรำพึงรำพันถึงช่วงเวลาที่ต้องรับรู้ว่าจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว…
เป็น ความคิดถึง (Nostalgia) และ ความอาลัยอาวรณ์ (Mourning) ที่สอนให้เรารับรู้ถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ต่อไป ท่ามกลางความไม่สมเหตุสมผลและโลกที่มันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่แรก
ขอโทษที่พยายามทำลายโลกของพวกคุณทุกคน (คุณครู) ด้วยนะคะ
‘ไร้แก่นสาร’ และไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน หนึ่งในวิดีโอเกมที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่มันถูกสร้างขึ้นมา คือ ‘โลก (Earth)’ ที่พวกเราต่างอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน
ผมเกลียดชังและโกรธแค้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่สามารถที่จะเคลียร์เกมนี้ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาเข้าจริง ๆ เกมนี้มันไม่ได้ให้อะไรนอกจากเพียงโยนบรรดาภารกิจมากมายที่ผู้กำหนดขึ้นมากลับไม่ใช่ตัวผู้สร้าง (Developer) แต่เป็นเพียง Non-Playable Characters ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาถือกำเนิดขึ้นมาก่อนหน้าผม ก่อนหน้าเรา หรืออาจย้อนไปยังถึงช่วงเวลา ณ ตอนที่มันได้อัปแพทช์ชิ้นใหญ่ในช่วงที่เราได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า
ทุนนิยม (Capitalism)
เพื่อจะไม่ให้มองว่ามันคือศัตรู หากแต่อย่างไรก็ตาม อาจต้องยอมรับว่าแนวความคิดเช่นนี้คือสิ่งที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำและอธิบายถึงความไม่สมเหตุสมผลของโลกได้ดีในระดับหนึ่ง
อย่างไรเองก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มันควรค่าแก่การตั้งคำถามกลับไป กลับเป็นเรื่องของ ‘ขอบเขตความเหมาะสม’ ที่ว่ามันควรจะไปสุด ณ ตรงไหน และเหตุอันใดที่การมาของระบบเศรษฐกิจนี้ถึงได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราในรูปแบบที่ว่ามันส่งผลต่อการทำให้เราไม่สามารถที่จะมีอิสระเป็นของตัวเองอย่างแท้จริง
ผมคงไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับเรื่องนี้ กระทั่งแม้แต่การอธิบายถึงความหมายของประโยคว่า อิสรภาพอันแท้จริง คือสิ่งที่พวกเราต้องการหรืออาจไม่ ความเป็นจริงแล้วคำว่า ‘อิสรภาพ (Freedom)’ กับ ‘เสรีภาพ (Liberty)’ แม้ทั้งสองคำนี้จะฟังดูคล้ายคลึงกัน อย่างไรเองในส่วนของเสรีภาพจะถูกยึดโยงเข้ากับ ความเป็นการเมือง (Politics) แตกต่างจากตัวของอิสรภาพที่พวกเรามีกันมาตั้งแต่จุดกำเนิด
กล่าวได้ว่าการที่มนุษย์เกิดขึ้นมาพร้อมกับมันนั้นก็มิต่างจากสิ่งที่เรียกว่า เจตจำนงเสรี (Free Will) ในสิทธิ์ที่ตัวเองจะไม่มีการถูกผูกมัดหรือยึดโยงกับสิ่งใด เป็นผู้ที่ปราศจากซึ่งข้อจำกัดอย่างสิ้นเชิง และแน่นอนว่าราคาของมันถือว่าค่อนข้างสูงลิ่วและมาพร้อมกับ ความไม่แน่นอน ที่อาจนำพาสิ่งอันไม่คาดคิดมาได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี มันก็ช่วยทำหน้าที่เปรียบดั่ง ‘รากฐาน (Foundation)’ อันสำคัญ สิ่งที่ทำให้เรายังคงเป็นเราอยู่…
<ฉันก็คือตัวฉัน ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมาอธิบายความเป็นฉันได้มากไปกว่านี้>
‘การพิสูจน์ตัวตน’ ถือเป็นการกระทำเพื่อ ‘สร้างความเชื่อใจ’ มากกว่าที่ควรจะมองมันเป็น ‘สร้างคุณค่า’ โดยเฉพาะกับสังคมของมนุษย์ที่เติบโตมาพร้อมกับความโหดร้ายที่ธรรมชาติมันมอบหมายมาให้กับเรา
เราไม่จำเป็น และอาจไม่มีความจำเป็นตั้งแต่แรกในเรื่องนั้น การกระทำสิ่งใดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตัวเองต้องการ สิ่งเหล่านั้นควรตั้งอยู่ในมุมมองความเชื่ออันเป็นปัจเจกบุคคล มากกว่าเป็นค่านิยมที่มันต้องให้มีการ ‘พิสูจน์’ กันราวกับเป็น ค่านิยมหนึ่ง ในสังคมความเป็นอยู่ของเรา
แน่นอน มันอาจทำได้ยากหน่อย กระนั้นแล้วมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าหากพวกเราสามารถดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตในทางที่ตัวเองต้องการได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้กับใคร นอกจากเพียง ทำหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อให้โลกแห่งนี้ยังคงมีพื้นที่น่าอยู่มากขึ้น ไม่ใช่แค่กับเหล่าเด็กนักเรียน แต่ยังรวมไปถึงตัวเราเองด้วย…
การใช้ชีวิต การทำบาป
การเป็นคนไม่สมบูรณ์ การต่อสู้ การก้าวไปข้างหน้า
และการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมในที่สุด
เรื่องบางอย่างที่จะล้มเลิกไม่ได้เด็ดขาด
เราไม่ได้ทำแบบนั้นเพราะมันถูกต้องหรือเป็นที่น่าพอใจ
มันเป็นเพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำแบบนั้นต่างหาก
ในช่วงระหว่างที่ผมกำลังเขียนบอกเล่าประสบการณ์ของเกม ผมได้ไปเจอกับสิ่ง ๆ หนึ่งที่มันค่อนข้างเป็นข้อมูลชวนน่าสนใจอยู่มากพอสมควร และดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมได้ไปค้นหามาจะดูค่อนข้างเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับตัวเกมกาชานี้ไปมากพอสมควร
แน่นอนว่าผมจะยังคงทำในรูปแบบเดิม เหมือนในกรณีที่ผมพูดถึงเรื่องของ ‘ภาวะเกลียดชังมนุษยชาติ’ ไป สำหรับผู้ที่ต้องการมองหาจุดเชื่อมโยงของเรื่องราวในบทเดคาแกรมมาทอน
>>> Kabbalah ต้นไม้แห่งชีวิต <<<
หลังผ่านพ้นซึ่งฉากการต่อสู้อันดุเดือดและใช้ระยะเวลาอันเนิ่นนานที่มันแลกมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ใช่ หมายถึงตัวผมในตอนนี้ที่กำลังเขียนสิ่งนี้อยู่ ;-) )
รวมไปถึงพยายามที่จะไม่คิดอะไรไปมากกว่าอาลัยอาวรณ์กับการจากไปของเด็กทั้งสามคน พวกเธอเหล่านั้นมิได้กำเนิดขึ้นพร้อมกับ ‘โฮโล (Holo)’ อันเปรียบดั่งเป็น ‘สัญญาณชีพ’ ที่สามารถกำหนดความเป็นและความตายของตัวเอง หากแต่เป็นเพียง ภาชนะ ที่ถูกสร้างเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของมัลคูธ เธอผู้มีบทบาทเปรียบดั่งเป็น ‘พี่สาว’ คนแรกและคนเดียวที่เข้าใจพวกเธออย่างลึกซึ้ง
‘ผู้เลื่อมใส’ และเป้าหมายอันแท้จริงที่มันถูกเฉลยผ่านบทสนทนาระหว่าง ‘ตู้ขายของอัตโนมัติ’ ที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง ตัวตนแท้ของเดคาแกรมมาทอน มิอาจเป็นสิ่งยิ่งใหญ่หรือสิ่งที่แสนสง่างามราวกับหลุดออกมาจากเทพปกรณัม
ทว่ามันกลับกลายเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ยุคก่อนหน้า คือสิ่งที่หลงเหลือภายหลังจากอารยธรรมเก่าแก่มันได้ล่มสลายลงไป เนิ่นนานและอาจเรียกได้ว่าบางทีแล้วสิ่งเหล่านี้มันก็ ไม่มีเหตุผลรองรับ ทว่าเป็นสิ่งที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของเรื่องราวที่ดำเนินไปแทน
กล่องแห่งซิสดิม
ไม้เท้าของชาเคด
แซงทัมทาวเวอร์
และ ‘ครู’ ผู้บิดเบี้ยวที่เป็นเจ้าของทุกสิ่ง
ขออนุญาตคั่นเวลาเล็กน้อย ก่อนที่ผมจะไปพูดถึงส่วนของฉากจบในบทเดคาแกรมมาทอน หากแต่อยากที่จะไปพูดถึงในส่วนของเนื้อเรื่ององก์สาม ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องในส่วนของ สนธิสัญญาเอเดน (Eden Treaty)
เรื่องราวในส่วนขององก์สาม ผมเปรียบมันดั่งเป็น ‘รถไฟเหาะ’ ที่แน่นอนว่ามันค่อนข้างจะเป็นส่วนที่ทำให้ผมเริ่มที่จะหลงรักเรื่องราวของเกม บลู อาร์ไคฟ์ ไปอย่างจริงจัง นี่ถือเป็นส่วนสำคัญและมันส่งผลต่อเนื้อเรื่องในองก์สุดท้ายที่มันปูมา ว่าด้วยเรื่องของเหตุการณ์ล่มสลายครั้งใหญ่ของสิ่งที่เรียกว่า ‘สีสัน’
เป็นที่น่าสนใจว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ผมไม่สามารถที่จะเล่นเนื้อเรื่องของ องก์ที่ 4 บทที่ 2 กระต่ายแห่งแคร์บาน็อก ได้ ถ้าหากยังไม่ได้เคลียร์ในส่วนของเนื้อเรื่ององก์สุดท้ายก่อน ซึ่งทั้งนี้เองมันค่อนข้างชวนให้ผมรู้สึกสับสนเสียเล็กน้อย กระนั้นเอง ผมคงไม่ขอที่จะตั้งคำถามเพื่อสงสัยอะไรไปมากกว่านั้น
กรรมวิธีการเล่าเรื่องของเกมที่ไม่ได้ยึดติดในการบอกเล่าเรื่องราวแบบเป็นเส้นตรง หากแต่เป็นการกำหนดสถานการณ์บางอย่างขึ้นมา และทำให้มันเสมือนเป็น ‘อุปสรรค’ ที่ต้องฝ่าฟันผ่านมันไป การประสบถึงเรื่องราวอันไม่เป็นไปดั่งที่ใจหวัง ความผิดพลาดและความผิดหวังที่มันเข้ามาเยือนหาเหล่านักเรียนในเมืองคิโวทอส แน่นอนว่าสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชินตาในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาศัยอยู่ ณ ในเวลาปัจจุบัน
ผมเคยพูดอยู่เสมอว่าเรื่องราวในโลกแห่งนี้ ล้วนเป็นเหมือนสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่เรากำลังอาศัยกันอยู่ กระทั่งแม้แต่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน อีเว้นท์เทศกาล หรือ อีเว้นท์เนื้อเรื่องเสริม มันก็ย่อมเป็นตัวในการบอกเล่าเนื้อเรื่องที่ดูจะเป็น ‘สารัตถะ (Essence)’ ในตัวมันเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันแอบแฝงอยู่ภายใต้การจิกกัดและการตั้งคำถามถึงสิ่งที่น้อยคนจะสามารถพูดหรือถามไถ่ออกมา
หากคุณลองสังเกตดูถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ คุณจะได้พบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ในคิโวทอส ดูละหม้ายคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะกับเรื่องราวและปัญหาของเหล่าเด็กนักเรียนแต่ละคน สิ่งเหล่านี้มันถูกแสดงออกมาอย่างแนบเนียนโดยถูกฉาบและแต่งแต้มด้วย ความเหนือจริง (Surreal) ที่ในหลายครั้งมันก็ได้แต่ทำให้รู้สึกขำขันให้กับการแก้ไขปัญหาแบบฉบับ ‘ชาวคิโวทอส’ ไปพอกรุบกริบ
หากแต่มันก็ไม่ใช่ในทุกอีเว้นท์ของเกมที่ผมจะรู้สึกเช่นนั้น…
ขออภัยด้วยอีกครั้ง ดูเหมือนว่าการหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวที่จบลงไปแล้วมันจะทำให้ผมรู้สึก ‘อาลัยอาวรณ์’ ต่อความทรงจำพวกนั้นไปเสียหน่อย และอีกอย่างหนึ่งผมเองคงไม่อยากให้เป็นการบอกเล่าประสบการณ์ในส่วนนี้มันยืดยาวมากเกินไป จนอาจทำให้ตัวผมเองไหลไปยังเรื่องอื่น ๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมอยากสื่อออกมาทั้งหมด
การต่อสู้ระหว่าง เซนเซย์ และ เดคาแกรมมาทอน จบลงด้วยการที่มันนั้นไม่มีทั้ง ‘ผู้ชนะ’ และ ‘ผู้แพ้’ หากแต่มันกลับกลายเป็น ความว่างเปล่า ที่มันมาจากการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์อย่างที่มันเคยเป็น ความรู้สึกของการที่ได้รับรู้ว่าทุกสิ่งอย่างมันจะเป็นไปดั่งตามความคาดหวัง กลับกลายเป็น ‘คำพูดเย้ยหยัน’ ของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง ความคิดที่ว่าเมื่อเจตจำนงของเหล่า ‘ผู้เลื่อมใส’ ทั้งสิบคนจะกลับมาผสานกันอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่าพวกมันเลือกที่จะกระทำตามเส้นทางและความต้องการของตัวเองไปแทน
ไม่ต่างกันจากเหล่านักเรียนในคิโวทอส…
สิ่งมีชีวิตที่ก่อเกิดจากผิวกายอันเป็นเหล็กกล้า พ่วงมาพร้อมกับกลไกการทำงานอันซับซ้อนที่เป็นผลมาจากพลังของ ทวยเทพไร้นาม ผมไม่มั่นใจนักว่าพวกมันทั้งสิบตัวมีหน้าที่อะไรบ้าง รายละเอียดส่วนนี้ค่อนข้างแอบมีความคลุมเครือไป หากแต่ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมพอสามารถพูดแบบโดยรวมได้ทั้งหมด นั่นคือพวกมันเหล่านั้นต่างแสดงออกถึงการเคารพและเชื่อใจต่อตัวของ เซนเซย์ โดยความเชื่อใจนี้หาได้มาจากการถูกบังคับหรือพลังอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า ‘ปาฏิหาริย์’ แต่กลับเป็นการที่พวกมันได้ตื่นรู้ถึงจุดมุ่งหมายและสิ่งที่พวกมันต้องการ โดยมิจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของใคร หากเพียงแต่ความต้องการของพวกมัน
ผมคงไม่แปลกใจกับสิ่งนี้เท่าไหร่ และคงพอคาดเดาได้เล็กน้อยจากการที่มันเป็นปริศนามาตั้งแต่ช่วงแรก
หากแต่ผมอาจจะขอข้ามรายละเอียดส่วนนี้ไป และขอไปยังส่วนสำคัญที่สุด
สิ่งที่มันชวนทำให้ผมย้อนกลับไปมองถึง ‘จุดมุ่งหมาย’ และความประสงค์ของตัวเอง ณ ที่ผ่านมา…
ฉันอยากให้พี่มัลคูธมีชีวิตต่อไปค่ะ
ไม่ว่าพวกฉันจะเป็นยังไง ก็อยากให้พี่มีชีวิตต่อไป
Survival Guilt หรือหากแปลเป็นภาษาไทยคือ ‘ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต’ เป็นสภาวะทางจิตใจในรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจร้ายแรง โดยที่ผู้ประสบกับสภาวะเช่นนี้จะก่อเกิด ‘ความรู้สึกผิด’ จากการที่ เขา หรือ เธอ รอดพ้นจากเหตุการณ์อันตรายที่มันกระทบกระเทือนอย่างแสนสาหัส
เป็นความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถลบออกไป เป็นสิ่งที่มันจะติดตัวกับคนเหล่านั้น
และถือว่ามันเป็นสิ่งที่อาจเป็นสัญญาณอันตรายนำไปสู่สภาวะ PTSD ได้ในอนาคต
อาการของมันเปรียบเป็น ‘แผลในใจ’ ที่ต้องใช้ระยะเวลาสักพักใหญ่เพื่อเยียวยา หลายครั้งแล้วผู้ที่ป่วยด้วยสภาวะเช่นนี้มักจะแสดงถึงอาการสับสนและได้แต่มีคำถามมากมายอยู่ภายในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดั่งที่มันแสดงออกมาในช่วงภายหลังจากที่การต่อสู้นั้นได้จบลง และมันก็เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ในแง่ว่าหลายครั้งเราต้องการจะหันกลับไปเพื่อแก้ไขในสถานการณ์นั้น
ความสูญเสีย แม้เพียง หนึ่ง หรือ สาม นั่นก็หนักหนาสาหัสมากเกินพอ…
สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่มีที่ว่างให้เสียใจหรือแก้ตัวหรอก
มีชีวิตต่อไป ต่อให้มันจะยากหรือไม่สมเหตุสมผลไปก็ตาม
ต่อให้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนจบก็ตาม…
=============
และนั่นก็คือการบอกเล่าประสบการณ์ทั้งหมดสำหรับใน EP.5 ครับ :)
ต้องยอมรับว่านี่เป็นอีกหนึ่งตอนที่เรียกว่ามันค่อนข้างเล่นกับจิตใจของตัวเองอยู่พอสมควร และอาจพอบอกได้ว่ามันค่อนข้างมีความรู้สึกสะเทือนใจจนคิดไว้ว่าอาจมีหลายเรื่องมากที่อยากจะเขียนหรือเล่าถึง หากแต่เนื่องจากด้วยความที่อาจเป็นการลากพาที่ยืดยาวเกินไป ประกอบเข้ากับความกังวลเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงทำให้หัวข้อที่ตั้งใจไว้เลยจำเป็นต้องพับเก็บไปเพราะคิดว่าส่วนเหล่านั้นคงน่าจะได้ไปพูดถึงในบล็อกโพสต์อื่นไปแล้ว
ส่วนถ้าเป็นเรื่องจิปาถะโดยทั่วไป หรืออาจพอพูดถึงการอัปเดตสถานการณ์ในชีวิตช่วงนี้ คงต้องเรียกได้ว่ามันเป็นสิ่งเดิม ๆ ที่ผมคงอาจต้องลดระยะเวลาในการ ‘กดดัน’ ตัวเองให้น้อยลง เพิ่มเติมในส่วนของการทำสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะกับส่วนของการหันเหไปเขียนอะไรที่สร้างความจรรโลงใจให้กับตัวเองแทน
หลายเดือนที่ผ่านมามีข่าวสารจำนวนมากมาย ความเลวร้ายที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อสาธารณะ รวมไปถึงเรื่องของการที่ตัวสื่อสาธารณะในโลกยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ล้วนมีแต่เรื่องราว ชวนน่าหดหู่ใจ ที่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันคงอาจไม่เป็นการดีเสียที่จะนำมาพูดถึง
พวกเราต่างรู้ถึงบทเรียนเหล่านั้น และถ้าหากคุณมี ความคิด กับ วุฒิภาวะ มากพอโดยตัดเอาเรื่องของช่วงวัยและอายุไป ผมคาดหวังว่าพวกเราคงจะสามารถยังคงพูดคุยกันได้ แน่นอน ผมคงไม่อาจที่จะพูดได้ว่าตัวผมเอง ‘เข้าใจ’ ในทุกสิ่งอย่าง การซึมซับประสบการณ์ของพวกเรานั้นต่างล้วนเป็นสิ่งปัจเจกบุคคล พวกเราหาใช่เป็น ‘เครื่องจักรกล’ หรือ ‘ปศุสัตว์’ และแน่นอนว่าการถูกชักจูงด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น นั่นคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่ผมจะยอมให้มันเกิดขึ้น
ทว่าสิ่งที่ย่ำแย่มากกว่าการถูกให้ตัวเองชักจูง ก็คือการแสดง ความเฉยเมย ต่อในสิ่งที่เรารู้ว่าเราสามารถทำอะไรได้ กล่าวกันว่าปัญหานั้นมีสองแบบ ปัญหาที่แก้ไขได้ และ ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ หากแต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดมากกว่าเราเป็นพิเศษ กลับกลายเป็นสิ่งที่เรามักจะหลงลืมไปอย่างมากที่สุด
และสิ่งนั้นมันก็อยู่ใกล้ตัวเราเสียจนเราได้แต่ อาลัยอาวรณ์ ยามเมื่อมันได้จากเราไป
โดยไม่มีวันได้หวนกลับคืนมา…
อรุณสวัสดิ์ค่ะ เซนเซย์
ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะคะ!























.jpg)












































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น