ความสำคัญของการยอมรับตัวเอง และคุณค่าของการเป็น ‘มนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ’ (An Imperfection of Human)


ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ ผมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อาจต้องบอกกล่าวข่าวสารเรื่องหนึ่งที่มันสำคัญมากสักหน่อย

ผมพลาดในการอัปโหลด ‘บล็อกโพสต์’ ที่ตัวเองวางแผนเอาไว้


แน่นอนว่านี่คงถือเป็น ‘ความผิดพลาด’ และเป็นทั้ง ‘ความขี้เกียจ’ ของตัวผมเองที่มันอาจจะทำให้ผมเผลอตัวเผลอใจไปกับการโลดแล่นอยู่ในโซเชียลมีเดียอย่างสิ่งที่เรียกว่า ‘ภพนภา (Bluesky)’ ไปสักหน่อย และอาจคงไม่มีอะไรมาใช้เป็นข้อแก้ตัว อันเนื่องมาจากในช่วงเวลาที่ผ่านมามันมีเรื่องราวจำนวนมากมายหลายอย่างที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมายที่ผมอาจพอบอกได้ว่า จุดจบของ ‘ความเป็นมนุษย์’ มันกำลังหายไป ณ ในตอนนี้

ขอต้อนรับสู่ วันสิ้นโลก (Apocalypse)

แม้จะฟังดูเหมือนมันเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินไปกว่าจะให้ความใส่ใจ อย่างไรเอง เจตนาของการเขียนถึงสิ่ง ๆ นี้ ผมไม่ได้มาเพื่อที่จะตอกย้ำหรือบอกถึงความเลวร้ายต่าง ๆ ที่มันกำลังเกิดขึ้น

หากแต่เพื่อที่จะให้ได้รับรู้ถึงสัญญาณของความวิกฤตการณ์ที่มันกำลังเกิดขึ้น ณ ตอนนี้ เวลาที่พวกเราต่างกำลังติดอยู่ในวังวนของการที่ในช่วงเวลาอีกนับหลังจากนี้ประมาณอีกสิบหรือห้าปีข้างหน้า มันมีโอกาสที่พวกเราจะทำ ‘บางสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด’ สูญหายไปในระหว่างทาง

ผมยังคงพูดในข้อความและความหมายแบบเดิมเหมือนที่เคยพูดไว้เสมอ ความเป็นมนุษย์ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ และมันไม่มีทางที่จะมีอะไรมาแทนที่ได้ เทคโนโลยีของสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)’ เปรียบเสมือนดั่ง ‘ดาบสองคม’ ของผู้ที่ถือครองมัน เป็นได้ทั้งอาวุธที่สามารถต่อกรมวลมนุษย์ชาติให้สูญสิ้นซึ่งความเชื่อ ความหวัง ความหมายของชีวิต หรือเลวร้ายอย่างที่สุดคือ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่

และผมคงไม่แปลกใจว่าทำไม ‘มนุษย์’ บางจำพวกถึงได้สรรเสริญพวกมันเหล่านั้น

ราวกับว่ามันคือ ‘พระเจ้าในโลกใหม่’ ที่มันดันซ้อนทับกับโลกที่พวกเขาอยู่

การวิพากษ์วิจารณ์สังคม ไม่ใช่สิ่งที่ผมโปรดปรานที่จะกระทำมัน หากแต่มันเป็นเพียงการตั้งคำถามถึงสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมา ผ่านการพยายามใช้หลักเหตุผลในการเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัย ‘ช่องว่าง (Empty Slot)’ ที่ห่างกันแม้เพียงหลักหนึ่งหรือสองปี ทว่าความห่างเหินกันนั้นมันกลับทำให้พวกเราดูแตกต่างกันเกินกว่าที่ควรเป็น โดยที่ผมไม่อาจทำความเข้าใจได้ดีนักถึงอะไรถึงเป็นแบบนั้น

ไม่แน่ว่าพวกเราอาจอยู่ในจุด ๆ เดียวกัน

ต่างกันตรงที่… เราแค่ ไม่ได้เกิดมาใน สังคม หรือ สภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวยต่อการทำสิ่งต่าง ๆ หรือคิดในเชิงเป็นเหตุเป็นผล พวกเราอาจกำลังยึดถือใน ‘ความเชื่อบางอย่าง’ ที่เรามองว่านั่นคือสิ่งที่สังคมและมนุษย์ควรเป็น หากแต่ในหลายครั้งเรากลับไม่ได้ฉุกคิดว่าในความหลากหลายที่มันดูผุดขึ้นมาดั่งดอกเห็ดนั้น กลับยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ในระดับเล็กน้อยจนน้อยคนเลือกจะสังเกตเห็น

ประเด็นหัวข้อที่กำลังจะพูดสำหรับในครั้งนี้ ไม่ใช่ในเรื่องของความละเอียดอ่อนเกี่ยวกับหัวข้อที่ชวนน่าถกเถียงกันในสังคม ไม่ใช่เรื่องราวของสิ่งที่เรียกว่า ‘ดราม่า (Drama)’ นับอนันต์ในโลกอินเทอร์เน็ตที่แสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หากแต่มันเป็นเรื่องราวของสิ่ง ๆ หนึ่งที่ดูเหมือนกลายเป็นว่ามันถูกหลงลืมไปและไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากที่ควรนัก

ความภูมิใจแห่งตน (Self-Esteem)

ในยุคสมัยที่มันเต็มไปด้วยการแข่งขันเป็นจำนวนมาก สวนทางกันกับที่เหล่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกที่จะให้ความสำคัญในการคัดเลือกรับเหล่าหนุ่ม - สาวที่เพิ่งเรียบจบหมาด ๆ ในการรับพวกเขาทำงานโดยเน้นเพียงคำว่า ‘มีประสบการณ์’ มากกว่าที่จะเน้นเพียง ‘มีความรู้’ หรือ ‘มีความสามารถ’

สิ่งหนึ่งที่ไม่มีเคยสอน (แม้แต่ตัวผมเอง) หากแต่ครูผู้สอนคนนั้นกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในตัวเราเอง

ความภูมิใจแห่งตน’ มักจะรู้จักกันในชื่อของสิ่งที่เรียกว่า ‘การเห็นคุณค่าในตัวเอง’ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักเป็นเรื่องที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ให้ความสนใจมันน้อยมากกว่าสิ่งด้านบนที่ผมได้พูดไปยังด้านบน ในสังคมของชาวเอเชียโดยทั่วไป สิ่งที่แสดงถึงความมีคุณค่ามากที่สุด มักจะเป็นเรื่องของการทำงาน การมีความสามารถบางอย่างที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในสังคมได้ หรือแม้แต่การพยายามจะทำให้คนทุกคนรู้สึก ‘ชอบ’ และ ‘รักใคร่’ มากกว่าที่จะยอมรับความเป็นจริงว่าไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่จะสามารถ ‘รัก’ ใครคนหนึ่งโดยไม่อาจมีเงื่อนไขใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

เงื่อนไข’ คือสิ่งที่มันถูกสร้างขึ้น เสมือนกลายเป็น ‘มาตรฐาน (Standard)’ ของคนแต่ละคน

ในการที่เราจะสามารถรักใครได้สักคน หรือการมองเห็นคุณค่าของใครสักคนได้โดยไม่มีเงื่อนไข สิ่งที่เรียกว่า ‘เงื่อนไข’ และ ‘มาตรฐาน’ กลายเป็นสิ่งที่มันถูกกำหนดขึ้นมา อนึ่งเสมือนเป็นบรรทัดฐานที่มันทำให้ทุกครั้งเมื่อเวลามีใครก็ตามพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘คุณค่าในตนเอง’ ความหมายจริง ๆ ของมันจึงเลยมักถูกโยงเข้ากับ ‘ความสามารถ’ ‘ความรู้’ และ ‘ประสบการณ์’ โดยไม่ได้รวมไปถึงสิ่งนามธรรมอันจับต้องได้อย่างทรัพย์สินสมบัติที่คน ๆ นั้นได้ถือครอง

มันคงเป็นเรื่องปฏิเสธได้ยากว่า ‘เงิน (Money)’ และ ‘สิ่งมีค่า (Valuable Things)’ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนต่างกำลังมุ่งไปสู่ในทิศทางแบบเดียวกันโดยไม่แม้แต่จะหลีกหนีมันได้ ราวกับเหมือนว่าพวกเราถูกจำยอมให้เป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่มันมีชื่อเรียกโดยรู้จักกันทั่วไปว่า ‘ทุนนิยม (Capitalism)

พวกมันต้อนพวกเราเข้าสู่สายพานของการทำงานโดยนำเสนอภาพของเหล่าผู้ที่เป็น ‘นายทุน’ ในการเป็นผู้ที่อยู่เหนือจุดสูงสุดของเหล่าชนชั้นกรรมาชีพแรงงาน หรืออาจเพื่อให้มันเข้าใจง่ายกว่านี้ก็คือมันเป็นระบอบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้คนในชุมชน ขยับขยายออกไปไกลจนกลายเป็นเหมือนกับสิ่งที่ทุกคนต้องการอยากที่จะครอบครอง อยากมี อยากเป็นเจ้าของ และแน่นอนว่าในการที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงสิทธิ์และสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียมกันนั้น แน่นอนว่าระบอบเศรษฐกิจแบบ ‘ทุนนิยม (Capitalism)’ จึงเลยเข้ามามีบทบาทสำคัญมานับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกสมัยครั้งที่ 2 ตราบกระทั่งมาจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน

ขออภัยเสียเล็กน้อย หากผมอยากจะขอตัดในการเล่าถึงส่วน ๆ นี้แบบเจาะลึก แน่นอนว่าหากจะถามถึงเจตนาหรือสิ่งที่เขียนออกมามันก็คงไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการพยายามจะอธิบายแบบสังเขปในแบบที่ตัวเองเข้าใจ (และแน่นอนว่าเผลอ ๆ มันจะมี เปอร์เซ็นต์ ที่เข้าใจ ผิด มากกว่าเข้าใจ ถูก)

ที่จริงแล้ว ผมเองไม่ใช่คนที่เก่งกาจในเรื่องของการอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในรูปแบบทางวิชาการได้มากขนาดนั้น และอย่างที่คุณพอเข้าใจได้ไม่ยากว่าการให้บุคคลผู้หนึ่งที่เป็นเพียง ‘คนทั่วไป’ พยายามจะนำเอาความรู้ทางวิชาการเพื่อมาตีแผ่หรืออธิบายกัน มันมักจะมีความเป็นไปได้อยู่ตลอดว่าข้อมูลเหล่านั้นอาจมี ‘ช่องว่าง’ ที่มันควรมีจุดและข้อสงสัยอยู่พอสมควร

ความสงสัย (Curiosity)

หนึ่งในองค์ความรู้ที่สำคัญ และโดยมากมักจะถูกมองข้ามไปในช่วงระหว่างที่กระบวนการอันมีชื่อเรียกว่า ‘การตั้งคำถาม (Questioning)’ และ ‘ทฤษฎี (Theory)’ มันกำลังดำเนินไปอย่างควบคู่กัน

ตลอดระยะเวลากว่าที่ผมเติบโตมา ความสงสัย เปรียบเป็นเหมือนสิ่งที่มันฉุดรั้งผมไว้พอสมควร หากแต่มันไม่ใช่อะไรที่ผมจะเรียกว่าเป็น ‘อุปสรรคใหญ่’ ได้อย่างเต็มปากมากนัก ทว่ามันคือ ความลังเล และ ความโลเล อยู่ภายในใจลึก ๆ ของตัวผมเองที่ยังคงไม่อาจมั่นใจถึงความสามารถที่ตัวเองมีไปมากนัก ยามเมื่อขาก้าวหนึ่งได้เดินเข้าสู่ โซเชียลมีเดีย อันเป็นสถานที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลากหลายคน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่ล้วนแล้วแต่สามารถดึงความสนใจของเราไปได้ชนิดที่ว่าแทบจะทำให้เราหลงลืมเวลาที่กำลังเสียไปโดยไม่ได้สังเกตถึงมันเลย

อย่างที่คุณเคยได้ยิน และอย่างที่ผมเคยพูดมาตลอด…

ถึงกระนั้นผมคงไม่ได้มีอำนาจหรืออะไรใด ๆ ที่จะสามารถไปตัดสินใจได้ ความวุ่นวายและตื่นตระหนกส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากความกังวลถึงอนาคตที่ไม่อาจหยั่งรู้ เฉกเช่นเดียวกับการที่พวกเรา (ในที่นี้ผมกำลังหมายถึง Generation Z ซึ่งแน่นอนรวม ผม ไปด้วยภายในนั้น) ต่างดิ้นรนอยู่ในทุก ๆ วันเพื่อจะต่อสู้กับระบบอันเต็มไปด้วยข้อบกพร่องที่ยากเกินแก่จะแก้ไข

เราต้องการความเปลี่ยนแปลง เรา ล้วน คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงไปยังสิ่งที่ดีขึ้น

มันอาจไม่ได้สมบูรณ์ไป ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ขอเพียงแค่ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่มันจะสามารถทำสำเร็จได้นั่นก็เป็นพอ

และมันก็อาจจะเป็นแบบนั้นสำหรับช่วงชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่ที่เราเกิดมาจนยังมีลมหายใจสำหรับ ณ เวลาวันนี้

ความสำเร็จล้วนต้องใช้เวลา ความมุมานะ และความอุตสาหะ เพื่อที่จะดิ้นรนไปยังถึงที่หมายได้ดั่งที่ใจหวัง หากแต่ ณ เวลาเดียวกันก็ต้องไม่ลืมอยู่เสมอที่จะใส่ใจต่อความต้องการและความจำเป็นของตัวเอง เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากแต่เราเกิดมาเพื่อใช้ประโยชน์จาก ความไม่สมบูรณ์ (Imperfect)’ ของตัวเราในการเติบโตเพื่อก้าวเป็น สิ่งสมบูรณ์ (Perfection)’ ในแบบของตัวเอง

โอบกอดตัวเองไว้ให้แน่น

รับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึก และไม่ตกอยู่ในการควบคุม

จงภาคภูมิใจในสิ่งที่มีและต่อยอดมันไปสู่ เป้าหมายที่มีแต่ คุณที่ทำได้

สวัสดีปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน

ยินดีต้อนรับสู่ โลกใหม่ที่พวกเราต่างเป็น ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ


(Credit : kaerunrun)

ความคิดเห็น