[บอกเล่าประสบการณ์] เลือดที่สูบฉีดหลังพวงมาลัย ความกดดันในสนามแข่งที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบทิศทาง (Race Driver: GRID, Dirt Series)
ความตื่นเต้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
หากแต่มันกลับเป็น ‘ความรู้สึก’ ที่ยากยิ่งจะหาได้ในโลกที่ล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้
มากมาย... เสียเหลือเกิน
เรื่องราวจากโลกภายนอกสำหรับผมนั้น ดูจะเป็นอะไรที่ผมรับรู้คำตอบและคาดการณ์ถึงมันได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้เป็นอะไรที่ห่างไกลจากเรื่องราวในจินตนาการไปก็ตาม
ความน่ากลัวและกังวลเหล่านั้น เทียบกันไม่ได้กับเรื่องราวชวนดิ่งอารมณ์ที่แสนเจ็บปวดใจ เมื่อได้เรียนรู้และตระหนักว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันเกี่ยวกับวงการวิดีโอเกมแข่งรถนั้นมันได้มีความเปลี่ยนแปลงที่ผมไม่ได้พูดถึงมันได้เยอะเท่าที่ควร
และไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร ผมอยากจะขอใช้พื้นที่นี้ไปอีกครั้ง พูดถึงเรื่องราวของ ‘ห้องเครื่องยนต์’ และความน่าหลงใหลเกี่ยวกับวงการยานยนต์ที่จาก อดีต ถึง ปัจจุบัน มันได้มีความเปลี่ยนแปลงไปมากมายกว่าที่เราคิดเอาไว้
สวัสดีอีกครั้ง เหล่าผู้รอดชีวิต
นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้กล่าวทักทายด้วยคำพูดแบบนี้...
ก่อนจะเข้าเรื่องกันเสียเล็กน้อย ผมคงไม่มีอะไรจะมาแจ้งให้ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ ‘งาน’ ที่ผมยังคงทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ นอกเสียจากเป็นการชวนคุยกันแบบสารทุกข์สุกดิบทั่วไป นั่นคือถามไถ่ถึงความเป็นไปในชีวิตที่ผ่านมาของพวกคุณ
พวกคุณยังคงอยู่ดีใช่ไหม?
โลกใบนี้คงไม่ได้ทำร้ายคุณมากไป ใช่หรือเปล่า?
การต่อสู้ของคุณยังคงดำเนินไปตาม ‘แบบแผน’ ที่กำหนดไว้ใช่ไหม?
หรือในตอนนี้ คุณกำลังรู้สึก ‘หลงทาง’ จนไปต่อไม่ถูกในชีวิต
ความรู้สึกของการอยู่ในสภาวะที่ มืดแปดด้าน เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก คำแนะนำอย่างหนึ่งที่ผมพอให้ได้ หากใครก็ตามที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจหาทางแก้ได้ ก่อนอื่นผมอยากให้คุณสูดหายใจลึก ๆ และหลับตาลง ปิดทุกสิ่งทุกอย่างและหยุดสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ณ ตอนนี้ครู่หนึ่ง และฟังเสียงรอบ ๆ ตัวคุณไปอย่างช้า ๆ และตั้งใจ
ความทุกข์ร้อน และ ความกังวลทั้งหมดที่เกิดขึ้น สิ่งภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ กระแสของเวลาที่มันไหลเวียนผ่านไปราวกับพยายามทำให้คุณต้องมีส่วนร่วมกับมันไปตลอดเวลา…
อย่างไรก็ดี เรื่องเหล่านี้มันคงไม่อาจเกิดขึ้น เมื่อคุณได้รู้จักกับเกม ๆ หนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า ‘เรซ ไดร์เวอร์: กริด (Race Driver: GRID)’ และแน่นอนว่ามันคือหนึ่งในเกมที่อยู่ใต้เงากระแสของความเป็น ‘เกมแข่งรถ (Racing Game)’ ที่ชื่อเสียงของมันอาจไม่ได้เป็นที่พูดถึงบ่อยมากนัก เมื่อเทียบกับกระแสอย่าง นีด ฟอร์ สปีด แฟรนไชน์ (Need for Speed Franchise) หรือ ฟอร์ซ่า (Forza) ซึ่งทั้งสองเกมนี้มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นอยู่เป็นประจำ
เสียงโห่ร้องเชียร์จากเหล่าผู้ชมกว่านับล้านคนที่จับตามองดูการแข่งขัน
อาจมิสำคัญไปมากกว่า ‘คุณ’ ‘รถของคุณ’ และ ‘ถนนแข่งขัน’
โดยมีเหล่า ‘คู่แข่ง’ คอยเป็นอุปสรรคอย่างที่หนึ่ง
และการควบคุมรถเป็นอย่างที่สอง…
อาจต้องเท้าความไว้เสียเล็กน้อย กริด 2 (GRID 2) นั้นเป็นเกมที่วางจำหน่ายเมื่อราวสิบกว่าปีที่แล้ว (ค.ศ.2013 ในแถบอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย) ก่อนที่มันจะเริ่มจำหน่ายทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ.2014 ซึ่งหากนับเข้าไปก็เป็นระยะเวลามามากกว่า สิบสองปี ที่เกม ๆ นี้ยังคงถือเป็นหนึ่งในเกมแข่งรถแห่งยุคที่แม้จะหยิบมาเล่นก็ยังคงน่าทึ่งอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ระบบฟิสิกส์ของการขับขี่และการควบคุมที่อยู่ระหว่างความเป็น Simulator (จำลอง) และ Arcade (อาร์เคด) หากแต่มันถูกเรียกว่า Simcade (กึ่งจำลอง) ที่มันคือการอยู่ในช่วงระหว่างความเข้าถึงง่ายต่อทั้งผู้เล่นทั่วไป และกับผู้เล่นเหล่าขาซิ่งที่มองหาความสมจริงในการแข่งขัน
เนื่องด้วยความที่เกมแนวแข่งรถในตลาดนั้นไม่ได้มีความหลากหลายและเข้าถึงได้มากเท่าไหร่นัก หากแต่อย่างไรเอง ตลอดทั้งชีวิตที่ผมได้มีโอกาสในการสัมผัสถึงเกมแข่งรถในหลาย ๆ เกมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทั้งเกมเก่าหรือใหม่ไปก็ดี หรือ ณ ในช่วงเวลาขณะนี้ที่ดูเหมือนว่าความสนใจส่วนใหญ่ของผมกำลังไปให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของห้องเครื่องยนต์ที่มันถูกใช้ในสนามแข่ง มากกว่าที่จะเป็นเพียงรถยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่ามันเป็นเพียง แฟนตาซีสำหรับเหล่าชายแท้ ที่แน่นอนว่ามันคือ ‘คำล้อเลียน’ ตามมุมหนึ่งของโลกอินเทอร์เน็ตที่คุณไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจมันมากนักหรอก (เชื่อสิ xD)
อย่างที่ผมเคยบอกไป แนวเกมการแข่งขันทางถนนนั้นเป็นอะไรที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว หากแต่อย่างไรสิ่งหนึ่งที่ผมอาจไม่ได้บอกเพิ่มเติมไปนอกเหนือจากเพียงแค่เรื่องของการแข่งขันแบบนอกสนามแข่งแล้ว การแข่งขันภายในสนาม หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ‘แรลลี่ (Rally)’ เองก็ถือว่ามีความน่าสนใจและลุ้นระทึกไปไม่ใช่น้อย ๆ
ยอมรับว่าในมุมหนึ่ง ผมอาจไม่มีความรู้ในเรื่องราวของการแข่งขันหรือรถยนต์มากนัก เป็นเพียงแต่ผู้ที่แสดงความสนใจและอยากศึกษาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ให้เหมือนกับมันเป็นเพียง ‘ความรู้ทั่วไป’ ที่ช่วยจุดประกายทำให้ผมหันเอาเวลาจากการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องราวชวนหนักอึ้งในชีวิต เพื่อไปจมอยู่กับหลังพวงมาลัย และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนนไปก็เท่านั้นเอง
และดูเหมือนว่าเจ้าสิ่งที่เรียกว่า กริด 2 จะเป็นเกมที่ตอบสนองต่อความต้องการของผมนั้น
แบบที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว…
ยามเมื่อคุณอยู่หลังพวงมาลัย
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรก ไม่ใช่การทำยังไงในการแซงคู่แข่งตรงหน้าไปได้
แต่มันเป็นการรักษาสภาพของรถ เพื่อให้มันยังคงสามารถแข่งขันต่อไป
พร้อม ๆ กับหาวิธีการลัดที่รวดเร็วและแม่นยำมากที่สุด
ในการเข้าสู่ ‘เส้นชัย’ และเป็นที่หนึ่งของสนาม
ในช่วงระหว่างการแข่งขัน ตัวเกมนั้นจะดำเนินไปด้วยบรรยากาศที่ออกไปในการใช้เสียงของบรรยากาศในสนามแข่งขันไปจริง ๆ โดยปราศจากซึ่งเสียงดนตรีประกอบหรือแม้แต่เพลงที่ชวนเร้าอารมณ์ แตกต่างกันจากในหลาย ๆ เกมที่ดูเหมือนกับว่าจะเน้นสำหรับการชิมชมบรรยากาศรอบตัวไป (ซึ่งไม่นับกับอีกเกมที่มันค่อนข้างจะมีความโหดและดิบเถื่อนมากกว่าหลายเท่า)
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการแข่งขันนั้นได้จบลง บรรยากาศของสนามแข่งมันก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการอยู่ภายในโรงจอดรถ จังหวะของการได้พักหายใจและการได้เชยชมข้าวของและอุปกรณ์งานช่างยนต์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียดของผู้พัฒนาอย่าง โค้ดมาสเตอร์ส (Codemasters) หนึ่งในผู้ให้กำเนิดเกมแนวแข่งขันรถชื่อดังที่อาจได้ยินชื่อคุ้นหูมาบ้างอย่าง โคลิน แม็คเรล แรลลี่ แอนด์ เดิรท์ (Colin McRae Rally and DiRT) ซึ่งมันก็เป็นอีกครั้งเหมือนกันที่ผมได้สัมผัสกับเกม ๆ นี้
(ถึงแม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรกสุด แต่สำหรับผู้ที่ขลุกอยู่กับชื่อของเกมแข่งรถเน้นสะใจอย่าง NFS และ Burnout มาอย่างช้านาน การได้แตะแนวการแข่งขันที่อยู่ภายในสนามแข่ง มันก็รู้สึกแตกต่างไปจากการแข่งขันบนท้องถนนไปหลายขุม)
แน่นอนว่าตลอดช่วงของการได้สนุกและใจเต้นรัวกับการแข่งขัน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้นอกเหนือไปจากแค่การโฟกัสกับสนามแข่งและตัวเอง นั่นคือการเรียนรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘มารยาท’ ของการแข่งขันภายในเกมไปด้วย
เรซ ไดร์เวอร์: กริด นั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘บทลงโทษ (Penalty)’ โดยมันจะเกิดขึ้นกับสนามแข่งอย่างเป็นทางการในกรณีที่ผู้เล่นมีการ วิ่งลัดเข้ามุมโค้ง (Corners Cutting) ของสนาม ซึ่งมีผลทำให้เกมจะทำการลดความเร็วของรถลงในระยะเวลาชั่วครู่หนึ่ง แน่นอนว่าระบบดังกล่าวนี้มันเคยถูกใช้ในอีกเกมของค่าย (ซึ่งผมขออนุญาต ‘ข้าม’ ในส่วนตรงนี้ไป เพราะปัจจุบันเกมมันได้สูญหายไปตามกาลเวลาแล้ว…)
สำหรับผมนี่ถือว่าค่อนข้างเป็นอะไรที่ ‘ใหม่’ และที่สำคัญมันยังเป็นการช่วยในการ ‘ดัดนิสัย’ ที่ดีซึ่งไม่เพียงแต่มันจะเป็นบทเรียนของการแข่งขันภายในสนามในเกม แต่มันยังสะท้อนไปถึงพฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตจริงที่แน่นอนว่าการใช้ชีวิตบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยเหล่าคนขับผู้ไม่รู้จักหน้าตาและนิสัย ย่อมเป็นเรื่องยากมากที่คุณจะสามารถคาดเดาได้ถึงพฤติกรรมของพวกเขาที่มันมีโอกาสที่อาจทำให้คุณเกิดอุบัติเหตุอย่างที่ไม่ทันตั้งตัวได้ตลอดเวลา
(และใช่ ‘ประเทศไทย’ ติดอันดับต้น ๆ ที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากในปีที่แล้ว)
สาเหตุโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากอะไร ผมคงไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึง…
‘ความมักง่าย’ ของผู้ใช้รถยนต์โดยเฉพาะกับประเทศที่ขาดไร้ซึ่งจิตสำนึกที่ดี ไร้ความเข้าอกเข้าใจ และโดยมากมักจะมองเห็นเพียงแต่ ‘ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก’ มักจะนำพามาซึ่งปัญหามากมายอันเป็นเรื่องที่ผมเบื่อหน่ายกับมันมากพอ ๆ กับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงกับผู้คนในโลกออนไลน์ แม้ในมุมหนึ่งการออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมจะช่วยทำให้ผู้คนเริ่มมองเห็นถึง ‘ปัญหา’ ที่มันคาราคาซังอยู่บ้างก็ตามเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การช่วยเหลือตัวเองและสังคมที่ดีที่สุดและเห็นผลได้ชัดเจนมากที่สุด อาจต้องเริ่มจากการเอาใจใส่สิ่ง ‘เล็ก ๆ น้อย ๆ’ ในชีวิตประจำวันที่มันเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผู้คนเรียนรู้และเข้าใจถึงความแตกต่าง โดยปราศจากซึ่งการสร้างความร้าวฉานระหว่างกันและกัน
และขออภัย หากผมพาไหลออกนอกเรื่องไป
เรากำลังอยู่ในสนามแข่งขันกันนี่ ใช่ไหม? XD
กลับมากันต่อกับเรื่องของการแข่งขันใน เรซ ไดร์เวอร์: กริด บ้าง
ประเภทของการแข่งขันนั้นจะแบ่งออกหลัก ๆ เป็นสองรูปแบบ มีทั้งการแข่งขันแบบออฟไลน์และแบบออนไลน์ (ซึ่งในส่วนของระบบออนไลน์มันได้ถูกปิดลงไปเมื่อปีที่แล้ว)
ในส่วนของการแข่งขันแบบออฟไลน์นั้นจะมีโหมดการแข่งขันแบบย่อย ๆ อยู่ทั้งหมดสี่แบบ แบบแรกจะเป็นในส่วนของ WSR หรือ World Series Racing Championship ที่จะเป็น ‘โหมดอาชีพ (Career)’ โดยโหมดนี้จะเป็นโหมดหลัก ๆ สำหรับการไต่เต้าจากนักแข่งระดับปลายแถว สู่การเป็นนักแข่งระดับมืออาชีพที่แบ่งออกตาม ระดับ (Tier) ของรถที่ลงไปใช้ในการแข่งขันนั้น ๆ
ระดับที่สูงขึ้นไป หมายถึงการแข่งขันที่ทวีคูณความดุเดือดของสนามการแข่งที่มากยิ่งขึ้น หมายรวมไปถึงการควบคุมรถแข่งแต่ละคันที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่ในระยะเวลาระดับหนึ่ง นานพอสมควรกว่าที่จะสามารถหารถแข่งที่สามารถขึ้นมือในการแข่งขันได้ หากแต่สิ่งที่สำคัญกลับไม่ใช่เรื่องเพียงแค่การหารถที่เหมาะกับสนามแข่ง แต่มันเป็นการหารถที่เหมาะสำหรับฝีมือของผู้เล่นแต่ละคนไปเสียมากกว่า
กฎและกติกา (Rules)
หากไม่นับในส่วนของการลงโทษ การแข่งขันภายในเกมนี้ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากตัวของการแข่งในสนามแข่งรถจริง ๆ ไปเสียเท่าไหร่
ข้อดีเพียงหนึ่งอย่างที่ผมอาจพอสามารถบอกได้ นั่นคือการแข่งขันนั้นดำเนินอยู่ในรูปแบบที่เน้นความสมจริงที่มันได้รับการบาลานซ์ระหว่างความเป็นแฟนตาซี (ในระดับน้อยนิด) โดยเฉพาะกับในกรณีที่มีการชนกันระหว่างการแข่งขัน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทั้งจากการชนหรือการหักเลี้ยวเพื่อเข้าหัวมุมถนน สามารถเป็นดั่ง ‘ดาบสองคม’ ที่มันใช้เป็นประโยชน์และโทษสำหรับการแข่งขัน ซึ่งอย่างที่ผมบอกไปข้างต้นในส่วนของ ‘บทลงโทษ’ ที่มันจะเกิดขึ้น หากผู้เล่นเลือกที่จะวิ่งตัดผ่านเข้ามุม มีโอกาสอยู่ตลอดเวลาที่คู่แข่งจะสามารถวิ่งเข้าแซงได้อย่างฉลุย และมันก็เป็นการยากเอามาก ๆ ในการที่จะเข้าแซงกลับไปรับชัยชนะได้
แต่อย่าห่วงไป คุณมีโอกาสในการกลับไปแข่งขันใหม่ หรือไม่ก็ใช้หนึ่งในระบบพิเศษอย่างหนึ่งที่เกมมันใส่เข้ามาสำหรับการย้อนเวลากลับไป แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด
การย้อนอดีต (Flashback)
หนึ่งในระบบการเล่นที่ผมได้รู้จักกับมันเป็นครั้งแรกจากการได้แตะเกม ฟอร์ซ่า ฮอไรซอน 4 (Forza Horizon 4)
ระบบการย้อนอดีต ถือเป็นหนึ่งในระบบของวิดีโอเกมที่มันค่อนข้างเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ (อย่างน้อยก็ในช่วงที่เกมแข่งรถยังไม่ได้โด่งดังมากนัก) โดยความพิเศษของระบบดังกล่าวนี้จะเป็นการย้อนให้ตัวของผู้เล่นสามารถกลับไปยังช่วงระยะเวลาระหว่างการแข่งขันได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่มันจะกลับไปสู่ ณ เวลาปัจจุบันไปอีกครั้ง
ตลอดของการแข่งขันภายในเกม หากจะให้พูดถึงความรู้สึกในใจในมุมมองของผู้เล่นเกมแนวแข่งรถที่ไม่ได้ชำนาญหรือมีความสามารถมากมายนัก ค่อนข้างเป็นส่วน ‘ตัวช่วย’ ได้ดีในการที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง แตกต่างกันจากเจ้าระบบที่เรียกว่า ‘สปีดเบรกเกอร์ (Speedbreaker)’ ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยถูกใช้ในเกม นีด ฟอร์ สปีด สมัยในช่วงที่ตัวของ EA Black Box ยังคงมีชีวิตอยู่ และเป็นที่โจษจันในด้านของการนำมาให้รู้จักกับ การแข่งขันใต้ดิน (Underground Racing) ที่ไม่สนกฎเกณฑ์หรือกติกาใด ๆ บนท้องถนน
ความแตกต่างของสองระบบนี้ โดยภาพรวมให้ความสำคัญในรูปแบบที่ไม่ได้เหมือนหรือใกล้เคียงกันเลยเสียทีเดียว อย่างไร สิ่งหนึ่งที่อาจพอบอกได้อยู่นั่นคือด้านหนึ่งมันถูกออกแบบมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ในขณะที่อีกด้านกลับเป็นสิ่งที่ทางผู้พัฒนามีความพยายามทำให้ผู้เล่นในฝั่งของผู้ที่ต้องการความสมจริง หรือต้องการเพื่อที่จะเอาความสนุกไปด้วยในเวลาเดียวกัน
คำถามของการแนะนำว่า หากอยากจะหาเกมแนวแข่งรถ ควรเริ่มต้นจากเกมอะไรก่อนเป็นเกมแรก? แน่นอนว่าถ้าเป็นในกรณีสำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นเกมแนวนี้มาก่อน ผมอาจจะแนะนำให้เริ่มต้นจากเกมแนวสายแบบ อาร์เคด (Arcade) ก่อนเป็นอันดับแรก
แนวการแข่งขันแบบอาร์เคดนั้นค่อนข้างมีหลากหลาย และแน่นอนว่าไม่ใช่ในทุกเกมที่มันจะสามารถเข้ากันได้กับผู้เล่นทุกคน การมองหาเกมแนวแข่งรถในช่วงเริ่มต้นจึงอาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการเข้าถึง อย่างไรเองเพื่อที่จะให้มันเป็นการเข้าถึงที่ง่ายและสะดวกต่อการทำความเข้าใจแนวเกมการเล่นที่ดีที่สุด การเริ่มต้นจากสามเกมดังจากเจ้าตลาดใหญ่ ๆ อย่าง มาริโอ้ คาร์ด (Mario Kart) หรือ นีด ฟอร์ สปีด (Need For Speed Franchise) ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเข้าใจถึงความสนุกของการแข่งขัน
อย่างไรเอง ผมอาจต้องขอเตือนสักเล็กน้อยว่าแม้มันจะขึ้นชื่อว่าเป็นแนว อาร์เคด หากแต่ในแง่ของความยากและความท้าทายของเกมนั้นแทบเรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันมากมายหลายขุม
ฉะนั้น เพื่อที่จะเป็นการทำให้มันบาลานซ์กันระหว่าง ‘ความสนุก’ และ ‘ความท้าทาย’ ในแบบที่สามารถปรับแต่งได้ตามความพึงพอใจ ผมขอให้พิจารณาในการนำเอาเกมแข่งรถอย่าง ฟอร์ซ่า ฮอไรซอน (Forza Horizon) มาไว้สำหรับการพิจารณา
หมายรวมไปถึงยังเกมแข่งรถที่แม้จะไม่ได้เป็นที่พูดถึงมากนักอย่าง เดอะ ครูว์ (The Crew) ตั้งแต่ภาคแรก ภาคสอง และในส่วนของ มอเตอร์เฟส ที่มันมาจากค่าย ๆ หนึ่งที่ผมทั้งรัก (เกลียด) มันในระยะเวลาเดียวกัน
การแข่งขันในสนามแข่งที่เป็นถนนของยางมะตอยนั้นอาจดูเป็นสิ่งที่ใช้เวลาในการจับทางได้ไม่นาน และอาจดูเป็นการแข่งขันที่สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก หากแต่มันคงจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีและอาจคงต้องได้เวลาที่เราจะเปลี่ยนจากการลงถนนปกติทั่วไป สู่การลงในพื้นที่ผิวขรุขระที่มันเต็มไปด้วยอุปสรรคที่มากกว่าแค่เพียงการแข่งขันเพื่อเอาชนะคู่แข่งไปเอง
และใช่… ขอเชิญพบกับหนึ่งในซี่รีส์แนวเกมแข่งขันอีกหนึ่งที่ครั้นจะไม่พูดถึงคงไม่ได้…
แรลลี่ (Rally)
Please drive safe and don't be 'samir'.
เดิร์ท (DiRT series) อีกหนึ่งเกมที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความยากอันโหดหินสำหรับสายเกมแข่งรถ โดยเฉพาะในแง่ของการควบคุมและระบบฟิสิกส์แบบสมจริง ความขรุขระของพื้นถนนที่มันไม่ได้โรยด้วยทางถนนลาดยาง แต่กลับเป็นเส้นพื้นดินและหิน (หรือโคลนและหิมะ) ทั้งนี้ยังไม่รวมกับอุปสรรคในการขับขี่แต่ละครั้งที่มันล้วนเป็นเหตุการณ์ที่แสนยากเกินจะคาดเดา
ในประสบการณ์จากการที่ผมได้เล่นมันมาในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ครั้งแรกที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของตัวเกม สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ถึงความแตกต่างจากหลาย ๆ เกมแข่งรถจากที่เคยเล่นมา เดิร์ท ให้ประสบการณ์ในการทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าการเรียนรู้เรื่องของ ‘ข้อจำกัด’ ไม่ว่านับตั้งแต่ตัวรถที่ใช้แข่ง สนามที่ลง หรือแม้แต่กับการปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมเพื่อให้เข้ากันได้กับสภาพพื้นผิวของถนน ซึ่งแน่นอนว่าระบบการแข่งขันของตัวเกมนั้นไม่ได้มีเพียงแต่การลงสนามแข่งเพื่อทำแต้มในการจับเวลา หรือเป็นการแข่งขันระหว่างคู่แข่งที่ล้วนแล้วค่อนข้างจะมีฝีมือโหดพอสมควร ทว่ายังมีในเรื่องของการเรียนรู้จังหวะในการสับเกียร์หรือผ่อนคันเร่งในจังหวะของการเข้าโค้งในแต่ละครั้ง
โดยเฉพาะหากไม่นับในเรื่องที่ว่าถ้าคุณไม่ได้มีประสบการณ์ในการขับรถมาก่อน หรือผ่านการเล่นเกมแข่งรถที่ไม่ใช่แนวอาร์เคดมาบ้าง คุณเองคงเข้าใจว่าในระยะหลังจากเมื่อเล่นไปถึงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คุณจะค้นพบว่าความยากของการแข่งขันในแต่ละรายการมันจะเริ่มไต่ระดับความท้าทายที่ยากและค่อนข้างเรียกได้ว่าไม่ได้จำกัดแค่เพียงการลงไปวิ่งอยู่เฉพาะในถนนลูกรัง แต่ยังมีพื้นยางมะตอยที่เต็มไปด้วยเหล่านักแข่งที่มีฝีมือเก่งกาจมากพอที่พวกเขาจะสามารถแซงเราไปได้อย่างง่ายดาย
และทั้งหมดนี้ ผมคงต้องยกย่องว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งเกมแข่งรถที่คุณควรหามาลองเล่นดูสักครั้งในชีวิต
จากสองเกมที่ผมได้นำมายกและกล่าวถึง แน่นอนว่า ณ ปัจจุบันคงเป็นการยากที่จะสามารถหาซื้อได้แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของ กริด 2 ที่ตัวเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ได้มีการปิดตัวลงไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บวกกับตัวเกมเองก็ได้ถูกถอดออกไปจากหน้าร้านค้าเมื่อนานมาแล้ว ในขณะที่ส่วนของ เดิร์ท 3 เองก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกับที่เจ้า กริด 2 เป็น
แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับผู้ที่ต้องการอยากหาสองเกมนี้มาลองเล่น กระนั้นแล้วผมคงอาจต้องบอกว่าในปัจจุบัน แฟรนไชส์ของเกมทั้งสองยังสามารถหาซื้อได้อยู่ แม้มันอาจไม่ใช่ภาคแบบเดียวกับที่ผมกำลังเล่นอยู่ไปก็ตาม หากแต่ผมหวังว่าคุณคงเข้าใจว่า ความสนุกของการแข่งขันในสนามแข่ง ก็สามารถตื่นเต้นไปได้ไม่น้อยไปกว่าการแข่งขันบนท้องถนน
กลิ่นยางมะตอย กลิ่นฝุ่นตลบ ความหนักแน่นของการควบคุม
น้ำหนักของการเข้าโค้งในแต่ละจุด แม้จะให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
ทว่ามันกลับมีความท้าทายไปไม่น้อยมากไปกว่ากันเลย
นี่อาจคงเป็นสิ่งที่ผมขาดหายไปในระหว่างทาง…
ความตื่นเต้นที่ไม่ได้สัมผัสมันมานานเกือบแรมปี
ความรู้สึกของการได้ ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของการแข่งขันที่เป็นมากกว่าแค่กิจกรรมสันทนาการ
หากแต่มันคือการได้รับรู้ถึง ‘ความกดดัน’ ที่ผมไม่ได้สัมผัสมันมาอย่างเนิ่นนาน
=======================================
และนั่นก็คือความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีต่อทั้งสองเกมนี้ครับ :D
อาจต้องขอสารภาพกันเสียเล็กน้อยว่าบล็อกนี้ค่อนข้างใช้เวลาในการเขียนยาวนานพอสมควร อาจเรียกได้ว่ามันเป็น ‘ความขี้เกียจ’ ผสมปนเปเข้ากับการที่ตัวผมแทบไม่ได้หันมาให้ความสำคัญกับมันมากเท่าที่ควร อันเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าตัวเองเพิ่งได้มีโอกาสเล่นเคลียร์ในส่วนของ Grid 2 จบไปเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งเฉพาะกับในส่วนของ Dirt 3 แล้วด้วย ยิ่งถือเป็นหนึ่งในเกมที่มาเคียงคู่กัน เสมือนเป็น ‘อาหารจานหลัก’ และ ‘อาหารจานรอง’ ที่แม้จะรสชาติไม่ต่างกัน หากแต่พวกมันกลับเข้ากันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ (อย่างน้อยก็ในมุมมองของผม)
ยอมรับว่าในส่วนนี้ จุดริเริ่มของมันเริ่มมาจาก ‘ความเบื่อหน่าย’ โดยเฉพาะในตลาดของเกมการแข่งขันรถที่ส่วนใหญ่มันมีเพียงไมกี่เจ้าในตลาดที่ดูเหมือนจะกลายเป็น กระแสหลัก ที่คนให้ความสนใจซะเป็นส่วนใหญ่ จนในหลายครั้งมันก็ทำให้ตัวเกมแข่งรถบางเกมในตลาดมันถูกมองข้ามไป ทั้งที่เกมเหล่านี้มันเองก็ล้วนมีฐานแฟนคลับที่ต้องการเล่นมันพอสมควร
โดยเฉพาะกับการแข่งขันที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการ เล่นซ้ำ (Grinding) และให้ได้มาซึ่ง ความก้าวหน้า (Progression) ที่เหมือนเป็นเพียงสิ่งลวงตาเพื่อหลอกให้ผู้เล่นรู้สึกตายใจ หรือเพื่อเติมเต็มความปรารถนาที่เราต่างรู้กันดีว่ามันไม่มีวันจบสิ้น
ทว่านั่นคงเป็นเรื่องของรสนิยมในการเล่นเกมของแต่ละคน ซึ่งผมคงไม่เลือกไปก้าวก่ายในเรื่องนี้ของแต่ละคน
หากแต่มันก็ทำให้เกิดคำถามในหัวขึ้นมาเกี่ยวกับวงการเกมในยุคปัจจุบัน นวัตกรรมต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอออกมาในแต่ละยุค แต่ละสมัย สิ่งเหล่านี้มันจะไปสิ้นสุดอยู่ ณ ที่ไหน? ยุคสมัยของการทำเกมในรูปแบบของ การทดลอง (Experimental) จะจบลงหรือมันยังคงมีอยู่? แน่นอนว่าผมเองก็คงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน
ทว่าสิ่งหนึ่งที่มันชัดเจนมากที่สุด เห็นทีก็คงเป็นเรื่องของ กระแสนิยม ที่มันควรต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่มันก้าวไปข้างหน้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
ขอให้สนุกกับการเล่นเกมครับ :D














ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น