ความพยายามอันสูญเปล่า เหตุผลของการยอมแพ้ และการล้มเลิกต่อการฝืนในโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว (Giving Up & Acceptance)
(Credit : backscratcher)
ในทุกการต่อสู้ล้วนมีโอกาสที่เป็นได้ทั้งการได้รับชัยชนะ และความพ่ายแพ้อยู่ในเสมอ
ทุก ๆ หนึ่งวันที่ผ่านพ้นไป ล้วนมีผู้คนจำนวนมากที่พยายามต่อสู้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การต่อสู้นั้นล้วนเป็นไปอย่างยากลำบาก จนหลาย ๆ ครั้งมันก็ทำให้เราย้อนกลับมาตระหนักคิดหรือมองว่า การกระทำเช่นนั้นล้วนช่างสูญเปล่า และไร้ค่า ไร้ความหมายไปเสียเหลือเกิน
แน่นอนว่าความคิดเช่นนี้ มัน ไม่ใช่ สิ่งที่ผิดพลาดแต่อย่างใด
ครั้งหนึ่งที่ผมพยายามในการติดต่อเพื่อนเก่าของผมอีกครั้ง พวกเราไม่ได้พบเจอหรือแม้แต่พูดคุยกันเป็นระยะเวลานานเกือบหลายปี ประโยคสนทนาที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่โลกทุกอย่างหมุนวนไปอย่างรวดเร็ว พวกเขามักจะพูดถึงในหัวข้อเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นอย่างเสมอ และในหลาย ๆ ครั้ง สิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เราเคยคิดเอาไว้ มันกลับเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ มากมาย เกินกว่าที่ผมจะสามารถจินตนาการออกถึงได้
อาจไม่ได้ถึงขั้นเป็น ‘หน้ามือ’ ไป ‘หลังมือ’ ทว่ามันเป็นเรื่องของ ‘ความคาดหวัง’ ที่อยู่สูงมากเกินไปสำหรับการที่คน ๆ หนึ่งจะสามารถไปถึง
ความคาดหวัง (Expectation) เหล่านั้นเปรียบเสมือนเป็น ยูโทเปีย (Utopia) ที่เราทุกคนใฝ่หาถึงมัน เรามองหาความสงบสุขและสันติภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งที่มันมาพร้อมกับเสียงปืนและระเบิด เรามองหาความเข้าใจและการให้ความเคารพ ท่ามกลางค่านิยมของสังคมที่พยายามด้อยคุณค่าในตัวเรา บอกให้เรามองถึงแต่ ตัวเราเอง โดยไม่ต้องสนใจสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น
สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมหรือเปลี่ยนแปลง
จงปล่อยมันไปให้ ‘กลไกของโลก’ ทำงานตามธรรมชาติของมัน
นี่ไม่ใช่เรื่องของความผิดและถูก ทุก ๆ คำพูดและการกระทำของผู้คนที่ผ่านมานับกว่าหลายศตวรรษ ล้วนแล้วไม่เคยมีใครบอกว่า ความคิดของตนนั้น คือความคิดที่ถูกต้องที่สุด
อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมต้องการจะสื่อสารออกมาให้เป็นข้อความและความหมายอันชัดเจน มันไม่ใช่การมานั่งหา ‘ความถูกต้อง’ หรือ ‘ความจริงแท้’ ที่เกิดจากการมองเห็นเพียง ณ เวลาปัจจุบันที่มันเป็นอยู่ แต่มันคือการตระหนักรู้ถึง ‘ความอยุติธรรม’ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่ทำให้ผู้คนต่างท้อแท้และก่นด่าเหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘ชนชั้นนำ (Elite)’ ราวกับว่าคนเหล่านั้นคือ เสนียดจัญไร ที่สมควรถูกกำจัด
ใช่… ผมคงไม่กล่าวคำค้านต่อสิ่งนั้น มุมมองที่มีต่อผู้ที่มีฐานะทางสังคมเหนือกว่า ย่อมหมายถึงการมีโอกาสที่มากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ล้วนเป็น ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ในรูปแบบหนึ่ง
หากแต่ทว่าเจ้าความเหลื่อมล้ำที่มันมีมากเกินไป ย่อมหมายถึงปัญหาในเรื่องของมุมมองและการปิดกั้นซึ่งทุกสิ่งอย่างอันเป็นสิ่งที่มันควรมีอยู่ตั้งแต่เกิดของมนุษย์ เราถูกพร่ำสอนผ่านเรื่องราวทางสังคมอันบิดเบี้ยวเพื่อบอกให้เราทำงานหาเงิน และนำเงินเหล่านั้นมาเพื่อประทังชีวิต (ทั้งที่นั่นเป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของความจำเป็นในโลกที่มันระสับระส่ายขึ้นจากภัยอันตรายมากมายไม่ว่ามาจากทั้ง ‘มนุษย์ผู้เห็นแก่ตัว’ หรือ ‘ค่านิยม’ เหตุผลของการทำให้ความคิดของพวกเราถูก ‘บิดเบือน’ ออกไปจากสิ่งที่มันไม่ได้ถูกกำหนดมาไว้ตายตัวตั้งแต่แรก)
และด้วยเหตุเหล่านั้น การพยายามที่จะลดความเหลื่อมล้ำลง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ไปกว่าการเปิดโอกาส ยอมรับต่อสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวคนเดียวตามลำพัง
ความคาดหวังที่สูงเกินไป อาจทำให้เราไม่มองเห็นถึงความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้น แต่ความเป็นจริงเหล่านั้น สามารถที่จะถูกบิดเบือนออกไปจาก ‘ความจริง’ ได้อีกเช่นเดียวกัน การสร้างความเปลี่ยนแปลงล้วนเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเราไม่อาจคาดเดามันได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกเหนือจากเพียงแค่เราเลือกที่จะยอมจำนนต่อมันและตัดสินใจในการเลือกต่อไปว่า ‘ยอมแพ้’ หรือ ‘สู้ต่อ’ เพราะในท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจของเราเอง ย่อมเป็น “เรา” ที่รู้ว่าอะไรเหมาะกับเรามากที่สุด
คุณอาจไม่ชอบสิ่งที่คุณเคยเกลียด แต่กลับชอบในสิ่งที่ครั้งหนึ่งคุณ ‘เคย’ เกลียดมาก่อน
คุณอาจยอมแพ้ต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง จนกระทั่งคุณได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมาทั้งหมดล้วนมีคุณค่า มีความหมาย และอาจจะเป็น ‘ไอเดีย’ ที่ดีในการต่อยอดไปยังสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตัวเองต้องการ
การหันหน้าเพื่อเข้าสู่สิ่งที่ตัวเองเกลียด นั่นมิได้หมายความว่ามันเป็นการ ‘ฝืน’ เพื่อให้ตัวเองยอมรับหรือชอบในสิ่ง ๆ นั้น ทว่ามันกลับเป็นเพียงการตัดสินใจ ‘เลือกในเส้นทางชีวิต’ ของตัวเอง โดยไม่ต้องมีความจำเป็นในการใช้สิ่งอื่นมาประกอบเป็นการผลักดันตัวเองให้กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ หรือแม้แต่มันทำให้เกิด ความเคลือบแคลงในใจ และสงสัยถึงในศักยภาพความสามารถที่หลายครั้งมันนำพามาด้วยการที่เรารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง
ผมมีเรื่อง ๆ หนึ่งจะมาเล่า อาจไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อสำหรับการพูดคุยในส่วนนี้ หากแต่มันเป็นช่วงเวลาเพียงหนึ่งวันสำหรับการเล่นเกมกาชาเกมหนึ่ง ในอีเว้นท์ล่าสุดที่ตัวผมเองได้มีโอกาสในการเล่นมันจบไป
(และเพื่อไม่ให้มันถือเป็นการ ‘สปอยล์’ เนื้อหาดังกล่าวไป ผมจะขอใช้ภาพ Fan Art และ Dialogue คำพูดบางอย่างในอีเว้นท์มาแปะไว้แทน)
เป็นระยะเวลานานกว่าหลายสัปดาห์เศษที่ผมแทบไม่ได้จะพูดถึงเกมที่มันมีอิทธิพลต่อการทำให้ผมเริ่มเข้าใจในความเป็นมนุษย์มากขึ้น และหากว่ากันตามจริง เรื่องราวและสิ่งรอบตัวในชีวิตจริงของผมนั้นล้วนเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง ‘น่าเบื่อ’ เกินไปกว่าจะนำมาพูดถึง
อย่างไรเอง นั่นคงจะแตกต่างกันเมื่อมันเป็นเรื่องของ ‘วิดีโอเกม’ ณ ที่ ๆ ตัวตนของผมได้ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น
แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลานาน หากแต่การได้สัมผัสถึงบทและคำพูดต่าง ๆ รวมถึงการเรียบเรียงและกำกับฉากของการนำเสนอในเกม ๆ นั้น เทียบกันกับเกมแนว Visual Novel แนวเดียวกัน แน่นอนว่ามันอาจไม่ได้มีความหวือหวาหรือแปลกประหลาด หากแต่มันเป็นเพียง ความธรรมดาที่แสนเรียบง่าย จนอาจเรียกได้ว่าในทุกขณะของการเล่นเกมนั้น ผมไม่ได้คาดหวังเพียงเพื่อให้มันจบลงอย่างรวดเร็ว หรือฉากจบที่ตัวผมเองต้องการ
(Credit : カズサスキー)
ผมเพียงแต่อ่านเนื้อเรื่องเหล่านั้น และเอา ‘ตัวผมเอง’ เข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับที่พวกเหล่านักเรียนได้เจอ
บลู อาร์ไคฟ์ อาจไม่ใช่เกมที่มันมีความแปลกใหม่ในแง่ของการนำเสนอ หากแต่สิ่งหนึ่งที่มันเป็นเหตุผลทำให้ผมสามารถเล่นมันได้ต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นเพราะการได้อ่านบทสนทนาและคำพูดต่าง ๆ ของตัวละครที่มันสะท้อนให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ของความเป็นมนุษย์ที่มันแฝงเอาไว้อยู่ในชีวิตประจำวัน
หากมองผิวเผิน ประโยคดังกล่าวเหล่านี้อาจดูเป็นเพียง ‘รูปประโยค’ ทั่วไปที่มันไร้ซึ่งคำอธิบาย
อย่างไรก็ดี… สำหรับมุมมองของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ ความโดดเดี่ยว เป็นระยะเวลานานกว่าหลายปี สิ่งเหล่านี้มันกลับทำให้ผมเกิดอาการที่เรียกว่า ดื่มด่ำ กับบรรยากาศของการได้อ่านบทสนทนาเหล่านั้น ราวกับว่าพวกมันคือ ตัวแทนความในใจ ที่ผมต้องการจะสื่อออกมาตั้งแต่แรก
และใช่ นี่คือการออกนอกหัวข้อประเด็นอีกแล้ว ใช่ไหม?
ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ถ้าหากว่าช่วงระยะหลังที่ผ่านมาผมไม่ได้พูดถึงบ่อยนักเกี่ยวกับเรื่องของ บลู อาร์ไคฟ์ อันเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าตัวผมยังไม่ได้เคลียร์ในส่วนของบท Volume F ที่มันถือเป็น ‘บทสำคัญ’ ที่เป็นการปูทางไปถึงเรื่องราวของเหล่าศัตรูภายในเกมที่เรียกว่า เดคราแกมมาทอน (Decragrammaton) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มันเป็น ‘เรื่องเล่า (Lore)’ ใหญ่ ๆ ของตัวเกมที่ผมค่อนข้างคิดว่ามันมีความพิเศษบางอย่างที่ครั้นจะไม่พูดถึงมันก็คงไม่ได้
และอีกหนึ่งเรื่อง นั่นคือการที่เรื่องราวของ บลู อาร์ไคฟ์ ดูจะมีเรื่องราวอันน่าสนใจที่ไม่ได้มีแค่ชีวิตหรือนิสัยของเหล่าเด็กนักเรียนเพียงอย่างเดียว ทว่ามันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ โลกคู่ขนาน และ สิ่งเร้นลับ ที่ไม่อาจพิสูจน์ทราบหรือทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน มันยังมีสิ่งน่าค้นหาต่าง ๆ มากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบหรือถูกเหลือไว้ให้เป็นเพียง ‘ปริศนา’ เพื่อให้เราไปขบคิดกันต่อไปถึงเรื่องราวหลังจากนั้น
หากแต่กว่าที่จะถึงตอนนั้น ผมอาจคงมีความจำเป็นต้องขอหยุดในการพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งนี้ไว้ก่อนเพียงเท่านี้
และเจอกันใหม่ เมื่อวันที่ ‘ปาฏิหาริย์’ ได้กลับมาโคจรพบกันอีกครั้ง
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
ขอให้สนุกกับการใช้ชีวิตครับ :)








ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น