ศิลปะของการอยู่กับความเบื่อหน่าย (Art of Living with boredom)

(Credit : ziid)

แสงแรกของรุ่งสางอาจปลุกให้ผมลุกจากเตียง
ทว่าแท้จริงนั้นกลับไม่ใช่ความอบอุ่นของดวงอาทิตย์ ที่มันจ้าเสียจนแสบตา
ทว่าสิ่งนั้น… กลับเป็น ‘ความเบื่อหน่าย’ ของการลุกขึ้นจากเตียง
โดยเฉพาะเมื่อวันนั้นเป็นวันที่หมอกเมฆปกคลุมทั่วท้องนภา

ในช่วงยามเช้าของวันรุ่งขึ้นมาเยือน มันอาจเป็นช่วงเวลาที่คนบางส่วนตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงาน บ้างก็เลือกที่จะนอนอยู่บนเตียง ตราบไปจนถึงการที่บางคนยังคงปั่นงานอย่างหนักหน่วงเพื่อส่งให้ทันกำหนดการที่กำลังมาเยือนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

พวกเราต่างมีแนวทางการใช้ชีวิตกันคนละแบบ และมันเป็นเช่นนั้นมาเสมอ…

ช่วงเวลาในชีวิตอันมีจำกัดนั้น ล้วนเป็นปกติที่เราจะพยายามบริหารมันในแบบที่ตัวเองพึงพอใจ หากแต่มันก็มีบ้างที่คนบางส่วนกลับไม่ได้มีความรู้หรือให้ ความใส่ใจ มากเพียงพอที่พวกเขาจะรู้ว่าช่วงเวลาเพียงหนึ่งวันนั้นมันผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียอย่างน่าใจหาย

รวมถึง ณ ตอนนี้ที่คุณกำลังอ่านบล็อกนี้ไปก็เช่นเดียวกัน

แต่ไม่ต้องห่วงเสียไปว่าผมกำลังตัดสินพวกคุณ ที่จริงแล้วผมเองก็ไม่ปฏิเสธว่าตัวผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หลายครั้งก็เผลอหลงลืมไปถึงการให้ความสนใจกับการบริหารเวลาในแต่ละวันของตัวเอง โดยที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ผมก็ใช้เวลาไปกับการเติมเต็มสิ่งใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง โดยหนึ่งในสิ่งที่สร้างสีสันให้กับชีวิตของผมมากที่สุด นั่นคือการได้เห็นผู้คนรังสรรค์ผลงานศิลปะในทุกรูปแบบตามแต่ที่จินตนาการและความสามารถของพวกเขาจะทำได้

อย่างไรเอง ผมอาจต้องยอมรับว่ามันก็ไม่ใช่ในทุกผลงานที่ผมจะชื่นชอบมันมากเท่าไหร่ แม้ว่าต่อให้งานเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบหรือหากเรียกโดยรวมสั้น ๆ ว่า อวย ไปก็ตาม

ความน่าเบื่อหน่าย ถือเป็นสิ่งสามัญที่พบเจอได้ในแทบทุกที่ โดยเฉพาะกับในยามที่เราอยู่เพียงลำพัง หรือแม้แต่ในเวลาที่เรารายล้อมไปด้วยผู้คน การทำกิจกรรมเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้มีความสดใหม่เข้ามาเพิ่มสีสันหรือบรรยากาศอะไรในชีวิต เป็น ความธรรมดา ที่แสนจืดชืดแต่กลับทำให้เราจำเป็นต้องอยู่กับมันในทุก ๆ วัน

เราคาดหวังถึง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ แบบก้าวกระโดด

แต่ไม่เคยมองมันไปถึงการคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ โดยสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ และ ‘การกลมกลืน’

พวกมันอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

แต่เพราะแบบนั้น เราถึงเลยได้อยู่กับมันมา

ต ล อ ด เ ว ล า

อาจพอบอกได้ว่าชีวิตของเราล้วนรายล้อมไปด้วยความปกติธรรมดาทั่วไปที่เรียกได้ว่าสิ่งเหล่านี้แทบจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราอย่างมหาศาลชนิดที่เราคาดไม่ถึง แน่นอนว่าความปกติเหล่านี้มันอาจดูกลายเป็น ‘ความน่าเบื่อ (Boredom)’ ไป ถ้าหากเราต้องอยู่กับพวกมันในทุกวัน เจอเรื่องที่ชวนน่าหงุดหงิดจนในหลายครั้งมันก็ทำให้วันนั้นกลายเป็น วันแย่ (Bad Day) ที่อาจมีผลสืบเนื่องไปทั้งสัปดาห์…

ทว่าอย่างไรเสีย ผมคงจะไม่บอกว่าวิธีการอยู่ร่วมกับ ความน่าเบื่อหน่าย คือการมองหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อมาแทนที่หรือเติมเต็มความปรารถนาของตัวเอง หลีกหนีจากมันไปโดยไม่อาจรู้ว่าแท้จริงมันคือ คำสาปที่ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา และตามเราไปในทุกที่

หากแต่มันคือสิ่งง่าย ๆ อย่างการ ลงมือทำ บางสิ่งบางอย่างที่สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งใหม่ ที่คุณคาดไม่ถึง หรือไม่มันก็เป็นการทำสิ่งเดิม ๆ ตรงนั้นให้มีความน่าสนใจมากกว่าปกติ โดยที่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะหันไปทบทวนถึงช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งสิ่งที่เรียกว่า ความวุ่นวายมันได้ก่อตัวขึ้นมาในยามที่เราไม่ทันตั้งตัว

ความน่าเบื่อ ถือเป็นอาชญากรรม

ความซ้ำซาก คือการอุทิศตน

อย่างไรเอง ผมอาจต้องยอมรับมา ณ ที่นี้ว่ามันมีความน่าเบื่ออีกหนึ่งอย่างที่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นประเด็นที่สืบเนื่องมาอย่างช้านาน และมันถือเป็น ‘ความน่าเบื่อ’ อีกหนึ่งอย่างที่ผมไม่อาจมองหา ‘วิธีการ (Solution)’ ในการแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างชะงัด นั่นคือเรื่องราวของการแพร่ระบาดของสิ่งที่เรียกว่า ข่าวร้าย (Bad News) และบรรดาสื่อสนเทศที่พวกมันต่างเรียกโดยรวมว่า Doomscrolling และ Doomposting

ผมคงลืมพูดถึงเรื่องราวของพวกมัน ใช่ไหม?

ถ้าตอบว่า ‘ใช่’ แสดงว่าคุณเองก็รู้แล้วว่าผมต้องการจะสื่อถึงอะไร

มา ณ ตั้งแต่แรก และตลอดเวลาที่ผ่านมา…

เป็นที่น่าเสียดายอยู่หน่อยที่สองคำนี้ไม่มีการระบุเอาไว้อยู่ในพจนานุกรมของ ราชบัณฑิตยสภา ไม่เช่นนั้นผมเองคงไม่เจียดเวลาเพื่อที่จะพยายามนำมาพูดหรือบอกเล่าถึงมัน อย่างไรเอง สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าพวกคุณเองคงรู้ตัวเรื่องนี้ได้อย่างดีคือในช่วงเวลาของการที่ทุกอย่างในชีวิตดูเหมือนจะมีแต่สิ่งแย่ ๆ รายล้อมเราไปแทบทั้งหมด มันมีผู้คนอยู่สองส่วนที่ยังคงเลือกจะจมปลักอยู่กับแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ที่พวกเขารู้ทั้งรู้ว่ายิ่งผลาญเวลาไปกับมันมากเท่าไหร่ สิ่งที่พวกเขาได้กลับมาก็จะมีแต่เพียง ข้อมูลขยะ เต็มไปหมดมากขึ้นเท่านั้น

และ ณ ขณะเดียวกัน ในฝั่งของผู้ที่ใช้เวลาหมดไปกับการทำในสิ่งที่รัก ก็มักจะค้นพบกับอุปสรรคในเรื่องของค่านิยมและมุมมองการเสพสื่อที่มันเปลี่ยนแปลงไป เริ่มลดทอน ‘คุณค่า’ ของสื่อที่สร้างขึ้นด้วยเงื้อมมือของมนุษย์ และพยายามให้ความหวังอันลม ๆ แล้ง ๆ อยู่กับงานที่สร้างขึ้นจากเพียง ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ที่นำเอาข้อมูลทั้งหมดมาทำการ ‘ผลิต (Generate)’ จากฐานข้อมูลที่มันถูกบันทึกเอาไว้ในโลกอินเทอร์เน็ต

ผมคงไม่บอกว่าฝั่งไหนดีสุดหรือแย่สุด หากแต่นี่เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนที่จะทำหน้าที่ในการตัดสินใจต่อการกระทำของตัวเองในช่วงเวลาข้างหน้านับจากนี้เป็นต้นไป

ศิลปะของการอยู่กับความน่าเบื่อหน่าย’ เป็นสิ่งที่ดูไม่มีความสลักสำคัญอะไร นอกเหนือจากเพียงการตัดสินใจในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยเลือกที่จะสลัดบางส่วนทิ้งและเลือกจะอุทิศตัวเองไปกับบางอย่าง หลายครั้งเราอาจสามารถ ‘ตกผลึก (Realize)’ ได้ถึงสิ่งที่ตัวเราได้กระทำลงไปเป็นระยะเวลานานพอที่มันทำให้เราเรียนรู้ได้ว่า เราชอบอะไร? หรือ เรารักและหลงใหล ไปกับสิ่งใดมากที่สุด

และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบประเดี๋ยวประด่าว

แต่มันค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นจาก ‘ความเอาใจใส่’ และ ‘ความซื่อสัตย์’

ต่อตัวเอง ต่อผลงานที่เราสร้าง ต่อกิจกรรมใด ๆ ที่เราอุทิศกำลังกายและกำลังใจให้กับมัน

มันอาจเป็นเรื่องยากเสียหน่อย ถ้าผมจะบอกว่าการทำสิ่งเหล่านี้เป็นระยะเวลาต่อเนื่องนาน ๆ ย่อมจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายบ้างไม่มากก็น้อย และอาจเป็นธรรมดาที่เราจะค้นพบว่ามันทำให้เรามองไม่เห็นเป้าหมายของสิ่งที่เราทำ เฉกเช่นเดียวกับ การพัฒนาตัวเอง (Self-Improvement) ที่หากคุณไม่มีการกำหนดเป้าหมายและความต้องการอันชัดเจน กระบวนการของการพัฒนาตัวเองก็จะหยุดชะงักลง กระทั่งคุณก็ได้หลงลืมมันไปแล้วว่าคุณเดินมาไกลจากจุดเดิมตรงนั้นมากแค่ไหน

เป้าหมาย’ มีไว้ ‘พุ่งชน’

การใช้ชีวิตโดยยึดเอาเรื่องของการตั้ง เป้าหมาย (Goal) ไว้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่ช่วยทำให้หลุดพ้นจาก ‘ความเบื่อหน่าย’ ได้ด้วยเช่นกัน

วิธีการเช่นนี้อาจต้องใช้ความมุมานะและอุตสาหะมากขึ้นหน่อย รวมไปถึงคุณอาจจำเป็นต้องอาศัยความมีวินัยเข้ามาช่วยด้วยในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าการพยายามมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่ตัวเองต้องการถือเป็น ‘ภารกิจ’ ชิ้นหนึ่งที่ผมติดพันอยู่กับมันมานานพอสมควร หากแต่จะด้วยเพราะความขี้เกียจหรือไม่ก็เพราะความสนใจในหลากหลายเรื่อง นั่นเลยมักจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมมักจะไม่มีสมาธิในการจดจ่ออยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งได้นานนัก

อย่างไรเองนี่ก็ถือเป็น ‘ข้อดี’ เพราะมันทำให้ผมได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ตัวเองไม่เคยค้นพบ

อย่างน้อยเสีย… ก็เป็นช่วงเวลาที่ความตั้งใจของผมมันยังไม่ถูกปลุกขึ้นมา

หากแต่การปล่อยให้ความขี้เกียจและความเบื่อหน่ายเข้าครอบงำก็คงไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่นัก เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองได้ห่างเหินจากการเขียนงานหรือการจดจ่ออยู่กับการจรดแป้นพิมพ์ลงไปบนแป้นคีย์บอร์ดเป็นระยะเวลานาน เมื่อนั้นผมจะเริ่มรู้สึกแปลกประหลาดและ รู้สึกผิด ต่อการปล่อยปละละเลยในหน้าที่ของผมเองที่ไม่ได้มีการผลิตสิ่งสร้างสรรค์ออกมาให้ได้อ่านหรือได้ติดตาม ไม่ว่าต่อให้คน ๆ นั้นจะสนใจหรือไม่สนใจก็ตาม

ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำหรับหัวข้อในเรื่อง ศิลปะของการอยู่กับความเบื่อหน่าย (Art of Living with boredom) ในมุมมองสำหรับตัวผม อย่างที่หลายศิลปินทุกคนต่างรับรู้โดยทั่วไป เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเบื่อหน่ายของการทำสิ่งซ้ำ ๆ เดิม ๆ หรือการลุกขึ้นตื่นในวงเวียนของสิ่งเหล่านี้สะกดตัวเราเป็นระยะเวลานาน มันมีผลต่อการทำให้เราเริ่มสูญเสียความสามารถหรือแรงปณิธานในการอยากทำสิ่งหนึ่งไป

ขอโทษด้วยที่ผมคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรต่อไป

และสวัสดีเดือนแห่งความหลากหลายครับ


(Credit : CesarZebrah)

🎇🎇🏳‍🌈🏳‍🌈🏳‍🌈🏳‍🌈🎇🎇


ความคิดเห็น