วันพรุ่งนี้ และความหมายของปีถัดไป (Tomorrow, Meaning of Next Year Later)


เรื่องราวในฉากหลังม่านนั้นไม่เคยที่จะเป็นอะไรชวนน่าอภิรมย์

อย่างไรก็ตาม…

แม้แต่กระทั่งใน โลกออนไลน์ ความไม่น่าพิสมัยนั้นก็ยังคงชวนให้คำถามนับอนันต์ในหัวผม

วนเวียนอยู่โดยไร้ซึ่งคำตอบอยู่เป็นประจำ

วันที่ 15 พฤษภาคม ถือเป็นวันหนึ่งอันสุดพิเศษสำหรับผม…

มันอาจไม่ใช่วันปกติทั่วไป และมันเองก็ไม่ใช่วันหยุดอย่างเป็นทางการ อาจพอเรียกได้ว่ามันคือ ‘วันสำคัญ’ ที่มักถูกหลงลืมไปอยู่เสมอ เฉกเช่นเดียวกับในทุก ๆ วันที่ดำเนินผ่านไป

ความเป็นจริง… มันไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าเพียงแค่ วันธรรมดา ที่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นวันที่ผมได้เรียนรู้ถึงความโหดร้ายของโลกใบนี้ที่มันถาโถมสิ่งต่าง ๆ เพื่อกดทับ เปลี่ยนแปลง สั่งสอน ทำให้ผมได้รู้สึกเรียนรู้และในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้ผมได้ตระหนักว่าตัวผมเองคงไม่อาจทำอะไรได้เพียงลำพัง และแน่นอนว่านั่นหมายรวมไปถึงการที่ผมตัดสินใจในการที่จะ ตัดขาดจากโลกใบนี้ โดยเหลือเพียงสังคมส่วนหนึ่งเอาไว้ที่ผมคิดและพิจารณาว่ามันเพียงพอเพื่อให้ตัวผมเองไม่ต้องเสี่ยงออกไปเพื่อแสดงบางสิ่งบางอย่างออกมา

ซึ่งหากจะให้พูด การกระทำเช่นนี้ค่อนข้างไม่ต่างอะไรจาก การปิดกั้นตัวเอง อยู่พอสมควร

ผมอาจต้องยอมรับว่าในส่วนของเรื่องนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มันรบกวนจิตใจผมมาสักพักใหญ่ อาจเพราะด้วยความที่ผมกังวลต่อสายตาของผู้คน หรือแม้แต่กับการถูกตัดสิน อย่างไรเองนี่ก็ไม่ใช่ถือเป็นสิ่งที่ตัวผมรู้สึกพึงพอใจเท่าไหร่ ในที่นี้ผมหมายถึงการที่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมค่อนข้างสนุกไปกับเรื่องราวที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ โลกออนไลน์ ในระดับที่พอเรียกได้ว่ามันทำให้ผมได้มีเวลาว่างเว้น รวมไปถึงได้คิดสิ่งใหม่ ๆ ได้ลองทำและเขียนในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคิดจะเขียน หรืออาจพอบอกได้ว่าผมกำลังตามหา เศษเสี้ยวความเป็นตัวเอง ภายหลังจากครั้งหนึ่งที่ผมได้ตัดสินใจตัดขาดออกจากโลกส่วนนั้นไป

และใช่ นี่อาจจะไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมมีความสุข

เมื่อต้องพูดถึงหัวข้อเกี่ยวกับ ‘เงิน’ และ ‘ความเป็นอยู่’

ไหนจะรวมไปถึง ‘กระแสการโต้เถียง’ อันมากมาย

ที่เราต่างพอเดาออกกันได้ถึงเรื่องราวของมัน

ผมไม่เคยรู้สึกว่าเรื่องราวในปีนี้และในช่วงปี ๆ ที่ผ่านมามันค่อนข้างมีความน่าหงุดหงิดใจอยู่ไม่ใช่เล่น อาทิ เรื่องราวของสงครามอันยืดเยื้อที่ไม่จบไม่สิ้น ความแตกต่างระหว่าง ‘ปัญญาประดิษฐ์’ กับ ‘ปัญญา(ไม่)ประดิษฐ์’ เหล่าผู้อ้างตนว่าคือ อนาคต ที่จะเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกความเป็นไปได้ หากแต่กลับไม่เคยตระหนักหรือลองมองย้อนดูถึงเรื่องราวในอดีตกาลจากคนในประวัติศาสตร์ที่มันสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในระยะเวลาเกือบพันปีหรือนานกว่านั้น

ความน่าเบื่อหน่ายของการมองเห็นข่าวสารและสื่อต่าง ๆ พยายามชักจูงเพื่อให้ผู้คนตื่นตระหนก และในเวลาเดียวกันที่เหล่าผู้มีความรู้นั้นก็ได้พยายามส่งสาสน์แจ้งเตือนไปยังเหล่าผู้เขลาในปัญญา บอกให้พวกเขา จงระมัดระวัง และ เตรียมตัวรับมือ กับสิ่งอันตรายครั้งใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเจอ

ว่ากันแบบไม่อ้อมค้อม

ผม ‘เหนื่อย’ จากคำถามที่ตั้งขึ้น

ผม ‘เหนื่อย’ จากตัวตนอันขัดแย้งและย้อนแย้งในตัวเอง

ผม ‘เหนื่อย’ หากจะต้องให้พูดหัวข้อและประโยคซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่เราต่างรู้คำตอบของมันอยู่แล้ว

หากแต่ความเหนื่อยตรงนั้นอาจเทียบกันไม่ได้กับคนอีกมากมายข้างนอกนั่น พวกเขาที่ไม่ได้มีโอกาสหรือแม้แต่เวลามากพอในการนั่งอ่านบันทึกสิ่งเหล่านี้ และหันไปใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองให้ความสนใจ (หรือจำเป็นต่อการใช้ชีวิต) มากกว่าเป็นทุนเดิม

ซึ่งผมคงไม่ตัดสินพวกเขา เราต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ทว่าการจะรับผิดชอบหรือทำหน้าที่บางสิ่งบางอย่าง หลายครั้งมันก็ต้องแยกระหว่าง ‘การงาน’ และ ‘เรื่องส่วนตัว’ อันเป็นสิ่งที่ปะปนกันจนดูเหมือนกับเป็น เนื้อเดียว

ในมุมของผู้ที่ผ่านการเขียนงานมาอย่างยาวนาน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มานั่นคือกระบวนการตกผลึกความรู้นั้นไม่ได้มาแต่เพียงการเป็น ‘ผู้อ่าน’ หรือ ‘ผู้รับฟัง’ หากแต่มันเกิดจากการนำเอาองค์ประกอบของการเรียนรู้นั้นมาใช้งานในระยะเวลาระหว่างที่การดำเนินงานยังเดินต่อไปข้างหน้า ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หากแต่แน่นอนว่ามันต้องล้วนเดินหน้าไป หาใช่เพียงย่ำอยู่กับที่ แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลง ‘หัวโขน’ ไปก็ตาม

พวกเรามองเห็น ‘แบบแผน (Pattern)’ เช่นนี้กันมาแล้ว

มีแต่พวกสติฟั่นเฟืองเท่านั้น ที่จะทำสิ่งซ้ำ ๆ เดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา

และหวังให้ผลลัพธ์มันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม…

โลกจะไม่ถึงกาลอวสาน ตราบใดที่มนุษย์และสรรพสิ่งมีชีวิตนั้นยังคงต้องพึ่งพากันอยู่

มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตเพียงแค่เผ่าพันธุ์เดียวจะสามารถอยู่รอดได้ หากไม่มีเรื่องของการเข้าไปรุกรานสิ่งมีชีวิตอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งในสถานที่ ๆ อันไร้กฎเกณฑ์และไม่เคยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ผมอาจต้องยอมรับว่าเรื่องราวที่มันถูกรังสรรค์ขึ้นในหัวของผมล้วนแต่หลบหนีไม่พ้นสิ่งที่มันชวนน่ารำคาญและหงุดหงิดอยู่ภายในใจ เป็นก้อนมวลความรู้สึกด้านลบ ที่ผมพยายามรับมือและจัดการจับพวกมันไปกองอยู่ในลิ้นชัก รอเวลาที่พวกก้อนมวลเหล่านั้นมันกัดกินกันเอง กระทั่งเมื่อมันเหลือไว้ซึ่งเพียงไม่กี่อัน

ผมนำเจ้าส่วนที่เหลือเหล่านั้น เข้ากระบวนการในการกลั่นกรองอีกทีหนึ่ง กระทั่งมันได้ก่อเกิดเป็น ‘ไอเดีย (Ideas)’ ที่ช่วยทำให้ผมรับมือกับเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ต้องตื่นตระหนกกับมันมากจนเกินไป

ความตื่นตระหนก ทำให้ผมรู้สึกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงมากจนเกินเหตุ

และในมุมมองกลับกัน การไม่ตระหนักหรือคิดถึง ‘ผลลัพธ์ที่ตามมา

ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดพอ ๆ กับ ความไม่แยแส ของผู้คน ณ เวลาตอนนี้ไปเช่นเดียวกัน

ความโกรธและความเคียดแค้น ผมชิงชังต่อความโสมมของโลกทั้งใบที่แม้ในมุมหนึ่งผมจะไม่ปฏิเสธว่าในส่วนหนึ่งนั้นยังมี มนุษย์ผู้ประเสริฐ อยู่ และรู้จักกับการให้ความเคารพกับเหล่าผู้คนที่แตกต่างจากพวกเขา ถึงกระนั้นมันก็ยังมีบางส่วนอันเล็กน้อยที่ยังคงไม่อาจทำความเข้าใจถึง หลักการทำงานของโลก ที่ การกระทำ = ปฏิกิริยาตอบสนอง (Action = Reaction) ไปอยู่…

พวกเขาทำตัวดั่งเป็นเพียง ‘ก้อนเนื้อที่มีสติปัญญา’

หากแต่มิใช่ ‘สิ่งมีชีวิตอันประเสริฐ’

มนุษย์ ก็เป็นแบบนั้น

แค่ในบางครั้ง…

ณ เวลานี้ ผมคงไม่อาจต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวของมนุษย์ไปอีกสักพักใหญ่ หรืออย่างน้อย ๆ ความเชื่อและความศรัทธาที่ผมมีเกี่ยวกับสิ่งนี้มันก็ไม่ได้สั่นคลอนไปพร้อมกับการเข้ามารุกคืบของเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่มันเสมือนเป็นเพียงสิ่งที่คำนวณความเป็นไปโดยอ้างอิงจากหลักการความรู้ที่ป้อนเข้าไปใน ‘สมองกล’ ของพวกมัน

ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องใช้งานเจ้าสิ่งเหล่านั้น แม้แต่กระทั่งในงานของผมเอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากกระบวนความคิดและการสั่งสมประสบการณ์ที่มันยาวนานมากพอที่ผมจะสามารถเล่าเรื่องนี้ได้เกือบสิบหรือยี่สิบหน้า กระดาษเอสี่ จนมันทำให้คุณเบื่อไปเลยเมื่อได้ยินสิ่งเหล่านั้น

ต้องขอโทษด้วยถ้าหากว่ามันทำให้นี่ดูเหมือนกับเพียงการ บ่นระบาย ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ผมเลือกจะนำเอาหลากหลายหัวข้อการถกเถียงมารวมกัน ความเห็นของผมที่ครั้งหนึ่งมันเคยปะปนอยู่ ณ ยังที่ไหนสักแห่ง กลิ่นไอและความหมายของสิ่งเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ไหนสักแห่ง โลกแห่งนี้แม้จะไร้พรมแดน ทว่าการที่ใครคนหนึ่งจะสามารถขึ้นมามีบทบาทและมีความสำคัญได้ บางครั้งพวกเขาก็มีความจำเป็นต้องสร้าง ‘ตัวตน (Avatar)’ อันน่าจดจำขึ้นมา

พวกเราหรือใครบางคน อาจโหยหา ‘ความธรรมดา’ และ ‘ความปกติ’

ท่ามกลางแสงไฟของสิ่งที่มันมีการเฉิดฉายอยู่ไป ณ ตลอดเวลา

แสงจากสปอตไลต์ ไม่เคยดับลงนับตั้งแต่ที่ โซเชียลมีเดีย ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

เจตนาอันดี หากแต่มันถูกฉาบด้วยน้ำเชื่อมเคลือบสารไซยาไนด์

ด้วยประโยคที่ว่า

มาช่วยกันทำให้สังคมแห่งนี้เป็น ‘สังคมที่ดี’ กันไปด้วยเถอะ!”

(Credit : Jeong yumyum)

.

.

ความเป็นไปได้ของประโยคเช่นนั้นมันอาจเกิดขึ้นได้จริง ตราบเท่าที่พวกเราตัดสินใจให้น้ำหนักของปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง หมั่นตั้งคำถามกับทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามา และไม่ควรตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงตัว

ผมไม่คาดหวังอะไรสำหรับในช่วงเวลาอันพิเศษของตัวผมเอง แน่นอนว่าแม้ในหัวของผมจะมีความคิดมากมายในการจะพยายามหาทางเพื่อผ่อนคลายจากความหนักอึ้งต่าง ๆ ไม่ว่าจากทางทั้งปัญหาภายในครอบครัว หรือกระทั่งการถกเถียงกับตัวเอง ไปจนถึงการพยายามหาทางในการหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปก็ดี ถึงอย่างนั้นเรื่องเหล่านี้มันก็คงเป็นสิ่งที่เล็กจิ๋วเมื่อภาพรวมใหญ่ ๆ ของสิ่งที่เราเห็นและได้เรียนรู้นั้นกลับใหญ่เกินกว่าจะจัดการได้แค่คน ๆ หนึ่ง

สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้า

แด่ตัวฉันในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

สวัสดีเหล่าผู้รอดชีวิต

สวัสดีแด่ผู้ถูกทอดทิ้งในความมืดมิด

สายเลือดของ ‘ผู้ต่อต้าน’ จะยังคงสถิตต่อไป

แม้ว่าในวันนั้น กายเนื้อหรือวิญญาณ จะสูญสลายไปจากโลกใบนี้แล้วก็ตาม…



ความคิดเห็น