[บอกเล่าประสบการณ์ EP.4] ปฐมบทครั้งใหม่ กับการตัดสินใจที่ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง (Blue Archive องค์สุดท้าย Volume F)
เธอไม่ควรเสียใจและตำหนิตัวเองที่ยังมีชีวิตอยู่
เธอไม่ควรคิดว่าการอยากมีความสุขเป็นเรื่องผิดพลาด
อย่าวางใจและคิดว่าถ้าตายไปแล้วจะไม่ต้องพบกับความเจ็บปวดอีก
อย่าคิดว่าเหตุผลที่เธอถือกำเนิดมาเพียงเพื่อพบพานกับความทุกข์
เธอไม่ควรคิดแบบนั้น…
นั่นคือประโยคหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ในช่วงระหว่างของการที่ผมยังคงดื่มด่ำกับเนื้อเรื่องของเกมไป พร้อมกับย้อนกลับไปมองยัง ณ บล็อกตอนก่อนหน้านี้ที่ผมได้เขียนเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว
ในช่วงของเนื้อเรื่ององก์ 3 นั้นถือได้ว่ามันได้ทิ้งคำถามและคำพูดมากมายที่ผมยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ อย่างไรเอง สิ่งหนึ่งที่มันยังคงเป็นเหตุผลที่ตัวผมยังคงตั้งตาและใช้เวลาสำหรับการเสพสมเนื้อเรื่องของมัน ดำดิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางของ ‘สิ่งใหม่’ ที่เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา นั่นคือการได้ซึมซับถึงเรื่องราวและจดจำสิ่งเหล่านั้นเสมือนเป็น ความทรงจำ ที่ไม่อาจสลัดหายไป
ซึ่งมันถือมีความแตกต่างเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ากระบวนการก่อนหน้าก่อนจะไปถึงฉากจบนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างนานไปก็ตาม (โดยเฉพาะอีเว้นท์ในเกมคั่นเวลาที่ผ่าน ๆ มา ทำผมรู้สึก ปวดใจ เสียเหลือเกิน 😭)
หากแต่นั่นถือเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งของการที่ผมปล่อยให้ตัวเองพยายามคิดหาคำถามและเหตุผลมากมาย โดยไม่มีแม้แต่การลงมือทำ
ผมกลับมาอีกครั้ง ณ ในช่วงของตอนที่ 4 ของการบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อเรื่องของ บลู อาร์ไคฟ์ ที่ผมคงคิดว่าหลังจากนี้คงอาจจะเขียนบอกเล่าต่อเนื่องแบบยาว ๆ ซึ่งหมายถึงในเนื้อเรื่ององก์อื่น ๆ ที่มันเป็น ‘ส่วนสำคัญ’ ที่ผมไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องอธิบายถึงความชอบหรือเหตุผลว่า ทำไมผมถึงชอบ บลู อาร์ไคฟ์
แม้เหตุผลเพียงร้อยแปดนั้น อาจพอโน้มน้าวใจของใครสักคนได้
ทว่านั่นไม่ได้แปลว่า ‘มัน’ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนอยู่กับมันได้ยืนยาวหรือเข้าใจมัน
บางครั้ง ‘พวกเรา’ ต่างก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่ขัดต่อ เสียงในหัวใจ ของตัวเอง
เชื่อว่ามันคือหนทางที่ถูกต้อง
และเศร้าเสียใจในยามที่ ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ได้ขาดสะบั้นลง
ผมคงไม่อาจจินตนาการได้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป ตัวผมนั้นได้ตัดสินใจฝืนทำในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวผมเองไปแล้วกี่ครั้ง หรือแม้แต่การได้ร้องไห้กับเรื่องราวของ สถานที่ที่ปาฏิหาริย์ได้ก่อตัวขึ้น (Where All Miracles Begin) ไปแล้วกี่ครั้ง หากแต่ตลอดทุกครั้งของการที่ผมได้หลั่งน้ำตาแห่งความตื้นตันใจตรงนี้ มันถือเป็นความรู้สึกที่สามารถสัมผัสได้เพียง ‘ครั้งเดียว’ เท่านั้นสำหรับการดื่มด่ำกับเนื้อเรื่องตลอดหลายชั่วโมงในการเล่นที่ผ่านไป
หรืออาจต้องปล่อยให้ระยะเวลามันผ่านไปนานมากพอ
ที่ผมจดจำไม่ได้แล้วว่าผมรู้สึก ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ กับในโลกแห่งนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
ขออภัยที่อาจลากพาเข้าเรื่องอื่นเป็นระยะเวลานานเกินไป เพื่อที่ไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมอาจจะขอเริ่มเข้าถึงส่วนของการ ‘บอกเล่าประสบการณ์’ สำหรับเนื้อเรื่องในองค์สุดท้าย ซึ่งมันจะเป็นทั้ง ‘ปัจฉิมบท’ ของเรื่องราวในแฟ้มสีฟ้าอันยาวนาน และ ‘ปฐมบท’ สู่การปูทางไปยังเรื่องราวในส่วนครั้งถัดไปสำหรับโลกของคิโวทอส
และใช่ เนื้อหาของการบอกเล่าประสบการณ์นี้มีการ ‘สปอยล์’ เนื้อเรื่องที่หนักหน่วงอยู่พอสมควร
ฉะนั้นหากใครที่กำลังจะเลื่อนลงไปอ่าน ผมจะขอแปะคำเตือนไว้ล่วงหน้า ณ ตรงนี้
!!! SPOILER ALERT !!!
[5]
[4]
[3]
[2]
[1]
……
……
เรื่องราวในส่วนของ Volume F แต่เดิมทีมันถูกปูมานับตั้งแต่ช่วงในองก์ 3 ของเนื้อเรื่อง…
หากให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เนื้อเรื่องในส่วนนี้ถือว่าค่อนข้างมีความต่อเนื่องในระดับหนึ่ง โดยก่อนหน้าที่ผมจะพูดถึงในส่วนของ Volume F ผมอาจมีความจำเป็นต้องลากมาถึงส่วนของเนื้อเรื่องระหว่างกลางเสียก่อน
และแน่นอนว่าในที่นี้ผมกำลังหมายถึงเนื้อเรื่องในส่วนขององก์ 4 บทที่ 2 กระต่ายแห่งแคร์บาน็อก
ในส่วนของเนื้อเรื่องดังกล่าว มีการเกริ่นนำไว้ถึงเรื่องราวของสถาบันอย่าง SRT (Special Response Team) หรือก็คือเป็นทีมปฏิบัติการพิเศษที่มีหน้าที่ในการตอบสนองต่อเหตุการณ์อันฉุกละหุกอย่างเร่งด่วน แน่นอนว่าผมคงไม่อาจพูดถึงเนื้อเรื่องส่วนนี้ได้จนหมด นอกเหนือจากเพียงว่าอาจมีความจำเป็นต้องหันไปติดตามเนื้อเรื่องในส่วนของบทถัดไป ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น การเขียนบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้คงจะใช้ระยะเวลาดำเนินการไปอีกแสนยาวนาน
หากแต่… กว่าจะถึงตอนนั้น ผมเองอาจต้องพูดถึงในส่วนของ Volume F ก่อนเป็นส่วนสำคัญ
และเสมือนเป็นส่วนที่มีการบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับโลกของ บลู อาร์ไคฟ์ ไปมากขึ้น กว้างไกลและอาจมีอะไรที่มันเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ ซ่อนเอาไว้อยู่ภายในนั้น
ทว่าก่อนหน้านั้น
ผมอยากขออนุญาตใช้พื้นที่ในส่วนนี้ในการ 'ระบายความในใจ' กับสิ่ง ๆ หนึ่งที่ตัวผมเองได้เผชิญมา
ตลอดระยะเวลามานับแต่ช่วงต้นปี 2026 นับเป็นช่วงเวลาที่เกือบเข้าใกล้สิ้นเดือนไปแล้วที่ผมอาจพอพูดได้ว่าตัวผมเองไม่เคยได้ออกมาเพื่อบ่นหรือพูดถึงเรื่องราวอันชวนหนักใจที่ตัวผมเองกำลังเผชิญมาอยู่อย่างเงียบ ๆ และไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้กับใครฟัง
ผมพยายามที่จะสะกดจิตตัวเองอยู่ตลอดว่า เรื่องที่เราเจอยังแค่ขี้ประติ๋ว แต่เรื่องของคนอื่นนั้นหนักหนากว่าเราไปหลายเท่า
และเพราะด้วยเหตุผลนั้น ผมเลยเลือกที่จะ ‘เก็บกลั้น’ สิ่งเหล่านี้เอาไว้ ไม่พยายามจะแสดงมันออกมา กดทับความทุกข์ใจและต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมของสิ่งรอบข้างที่แม้ผิวเผินมันจะยังดูสงบ หากแต่ความสงบเหล่านั้นกลับทำให้ผม ‘กลัว’ ที่มันจะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นตามมาอยู่เสมอ
ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้น มันเป็นของมันมาโดยตลอด
หากใครก็ตามเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับว่า คุณเคยรู้สึกมีความสุขเมื่อเวลาตอนไหน?
คำตอบเพียงอย่างเดียวที่มันเป็นคำถามย้อนกลับไปสำหรับผมคงเป็น ความสุขเป็นสิ่งที่ผมได้คู่ควรกับมันไปจริง ๆ หรือเปล่า?
ครั้นจะให้สารภาพตามตรง ผมคงไม่ได้รู้สึกถึงเรื่องนั้นมาแล้วได้พักใหญ่ อาจนานเกินไป นานเกินกว่าที่ผมจะรับรู้ว่าตัวผมเองสมควรจะคู่ควรได้รับมัน นั่นเป็น ‘คำถามที่ยากจะได้คำตอบ’ สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดของสังคมมาโดยตลอด และแม้ว่าสิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นการ ‘พูดเกินจริง (Overreact)’ ถึงกระนั้นผมเองคงไม่อาจหาญกล้ามากพอที่จะพูดได้ว่าตัวผมเองกำลัง ‘จม’ อยู่กับความเจ็บปวดและความทุกข์ตรงนั้นมาอย่างยาวนาน และรู้สึกเหมือนกับโลกใบนี้กำลังเข้าสู่หนทางในการทำลายตัวเองไปอย่างช้า ๆ
ราวกับดิ่งลงจมสู่กลางห้วงมหาสมุทร
ไม่อาจมองเห็นได้ถึง ‘สีสัน’ อันแท้จริงของเรื่องราวที่มันเปลี่ยนแปลงไป
"โชคชะตา" นี้มันถูกกำหนดไว้แล้วจริงหรือ?
หรือว่านี่อาจเป็นเพียงแค่ ‘คำลวง’ ของผู้ที่มืดบอดอยู่ในความเจ็บปวดของตัวเอง
คำว่า ‘สีสัน’ ในความหมายเชิงสัญลักษณ์ของโลกในเกม บลู อาร์ไคฟ์ มันสามารถตีความได้หลากหลายแบบที่มันแสดงถึงสิ่งที่มันไม่ได้ถูกจำกัดแค่เพียง ‘สีฟ้า (Blue)’ ซึ่งเป็นสีของความกว้างใหญ่และสบายตา หากแต่มันเป็นสีของความตื้นตันใจและช่วยปลอบประโลมจิตใจเพื่อย้ำเตือนและบ่งบอกว่าหน้าที่ของการเป็น เซนเซย์ ไม่ได้หยุดอยู่ที่แค่การชี้นำแนวทางหรือแสดงความรับผิดชอบต่อความฝันของตัวนักเรียน ซึ่งแม้พวกเธอจะมีความสามารถรอบด้านไปมากแค่ไหน แต่หลักการและแนวความคิดของพวกเธอยังคงขาดซึ่งวิจารญาณในการเข้าใจถึงหลักการอันซับซ้อนของโลกที่พวกเธอกำลังอยู่ ณ ในช่วงเวลาปัจจุบัน
เรื่องราวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากสุด คือเรื่องราวของเหล่าผู้อยู่ตรงกันข้ามอย่าง เกมาเทรีย (Gematria) หนึ่งในกลุ่มหลัก ๆ ผู้เปรียบเสมือนเป็น ‘ผู้อยู่ฝั่งตรงข้าม’ ของ ชาเล่ต์ (Schale)
พวกเขาเป็นใคร? พวกเขามาจากไหน? นั่นยังคงเป็นคำถามและปริศนาที่ยังคงต้องค้นหาคำตอบและตั้งทฤษฎีกันต่อไป
หากแต่สิ่งหนึ่งที่มันทำให้ผมค่อนข้างให้ความสนใจกับตัวของ เกมาเทรีย มากเป็นพิเศษ ก็คงเป็นบทบาทขแงพวกเขาที่ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเป็น ‘ศัตรู’ หรือ ‘คู่แข่ง’ หากแต่เป็นเหมือนกลุ่มของผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง ซึ่งแล้วแต่มีความแตกต่างกันทั้งอุดมการณ์และเป้าหมาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน นั่นคือ ความเชื่อ (Belief) เกี่ยวกับเมืองคิโวทอสและปริศนาที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ (Miracles) ที่รวมตัวอยู่ในที่แห่งนั้น
จุดมุ่งหมายอันแสนคลุมเครือ ทว่าในมุมกลับกัน เพราะการมีอยู่ของพวกเขาจึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ เซนเซย์ ถือเป็นตัวตนที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเป็นไปในโลกแห่งนั้น
ผมอาจต้องยอมรับอย่างซื่อสัตย์และใจจริงว่าคงไม่อาจคาดเดาอะไรได้ถึงเนื้อเรื่องภายหลังจากนั้น อย่างไรเสียเอง สิ่งหนึ่งที่มันเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ตลอดทุกครั้งในการเล่นเนื้อเรื่องของเกม มักจะทำให้ผมรู้สึก ‘ผูกพัน’ กับตัวละครทุกตัวอยู่เสมอ เป็นความผูกพันในรูปแบบที่ผมไม่อาจนึกจินตนาการได้ว่าในบางครั้งแล้ว การที่ผมเลือกจะไม่ทำการ ‘ล็อคอิน’ เข้าไปในเกม ช่วงระหว่างนั้นเหล่าเด็กนักเรียนในเมืองกำลังทำอะไรอยู่ พวกเธอต้องแบกรับกับอุปสรรคหรือความฝันใดบ้างที่ผมสามารถจะช่วยพวกเธอได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทุกคนที่อยู่ในโลกแห่งนั้นล้วนมีความสามารถ มีทักษะ และยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมาย แม้จะแตกต่างในด้านของพื้นเพที่อยู่อาศัย ต่างสถาบัน ต่างอุดมการณ์และมุมมองที่มีต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ในโลกแห่งนั้น มันคงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหล่าเด็กนักเรียนพวกนี้ล้วนแล้วแต่มีปัญหาและการมองโลกในแบบที่ตัวเองต้องการ จนกระทั่งในหลายครั้งมันก็นำพามาซึ่งผลลัพธ์แบบที่เปลี่ยนแปลงให้กลายเป็น ‘สิ่งที่คาดไม่ถึง’
และเปลี่ยนจาก ‘หน้ามือ’ เป็น 'หลังมือ’
ในระยะเวลาเพียงแค่ชั่ววูบ
อย่างที่มันเป็นคำสอนในช่วงอดีต ความแตกต่างของช่วง ‘วัยรุ่น’ กับ ‘ผู้ใหญ่’ นั้นมีเพียงแค่เส้นขั้นบาง ๆ ของการแสดงออกต่อความรับผิดชอบและการเป็นหลักสำคัญในฐานะของผู้เป็น คุณครู ที่ไม่เพียงแต่มีการสอนในวิชาต่าง ๆ หากแต่ยังคอยเป็นผู้ให้คำแนะนำที่ดีแก่นักเรียน ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งไปจากสังคม หรือแม้แต่สร้างความแปลกแยกจนในกลายครั้งมันก็จบลงด้วย โศกนาฏกรรม ที่ไม่มีใครต้องการ
เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในยุคปัจจุบันนั้นมีจำนวนมากมายหากแต่สิ่งที่ย่ำแย่มากกว่า นั่นคือการที่พวกเขาหลงผิดเดินเข้าหาเส้นทางที่มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล...
"ความเจ็บปวด" ไม่ควรถูกมองเป็น ‘อุปสรรค’
กลับกัน มันควรเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามและหาสาเหตุ
เราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ แต่เรา "เลือก" ที่จะสามารถทำความเข้าใจมันได้
รวมไปถึงการ "ปล่อยวาง" มันไป เพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปข้างหน้า
โดยให้ อดีต เป็นเหมือนเครื่องย้ำเตือนถึงการมีชีวิตอยู่
เรื่องราวของเนื้อเรื่องในองก์สุดท้ายของ บลู อาร์ไคฟ์ นับได้ว่ามันถือเป็นบทเรื่องราวที่มีผลไปสู่ในตอนถัด ๆ ไปพอสมควร อาจเรียกได้ว่ามันคือจุดที่ทำให้ผมได้เข้าใจถึงแรงปรารถนาของการที่เหล่าผู้ใหญ่ในนอกเมืองคิโวทอส ต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์บาดหมางและความขัดแย้งของนักเรียนต่างสถาบันที่มีอุดมการณ์และมุมมองทางการเมืองที่ล้วนแล้วแต่มีการสะท้อนไปถึงเรื่องราวในโลกของความเป็นจริง ผ่านการนำเสนอในรูปแบบที่มีความเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนจนเกินไป และควรค่าแก่การที่จะทำความเข้าใจอย่างคร่าว ๆ เพื่อปูทางไปสู่องค์ความรู้ในรูปแบบที่มีความละเอียดและมีความเป็นทางการมากกว่าแค่เรื่องราวในเกมที่ถูกนำเสนอออกมา
และเฉกเช่นเดียวกับเนื้อเรื่องในอีเว้นท์ ไม่ว่าจะทั้งเป็นอีเว้นท์ใหม่หรือนำกลับมาให้เล่นซ้ำอีกครั้ง พวกมันเองก็ถือว่าช่วยเสริมในแก่นเรื่องของเกมให้น่าติดตามและค้นหาไปยิ่งขึ้น
ยอมรับแบบไม่อ้อมค้อม ก่อนหน้ามาที่ผมจะได้มาเขียนบอกเล่าประสบการณ์ในส่วนของเนื้อเรื่ององก์สุดท้ายของเกม ผมได้เล่นเนื้อเรื่องในส่วนของอีเว้นท์ที่ผ่าน ๆ มา และได้ ‘ตกผลึกทางความคิด’ บางอย่างเกี่ยวกับมันมาเยอะมากพอสมควร และแน่นอนว่าภายใต้เรื่องราวที่ชวนแสนขบขัน น่ารัก หรือแม้แต่มันทำให้รู้สึกแปลกประหลาดจนชวนได้แต่คิ้วขมวดด้วยความงุนงง ภายใต้อารมณ์อันมากมายที่หลากหลายเหล่านั้นกลับมี ‘แรงดึงดูด’ และ ‘เสน่ห์’ บางอย่างที่ทำให้ผมอดไม่ได้ที่อยากนำเสนอมันเป็น ‘หัวข้อแยก’ ในการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอีเว้นท์ของเกมในแต่ละจุด
และหมายรวมไปถึงการผูกโยงเข้ากับเรื่องราวที่มันสามารถนำมา ‘เกี่ยวข้อง (Related)’ ได้กับในชีวิตประจำวันของเราไปด้วย…
อย่างไรเอง ในส่วนของหัวข้อแยกนั้น ผมอาจจะขอทำเป็นหัวข้อใหม่ ทั้งนี้ถือว่าเพื่อเป็นการอุทิศตัวเองให้กับเกมที่สามารถเปลี่ยนแปลงการมองโลกของผม และมันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตของตัวเองยังมี ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ ต่อการดิ้นรนเพื่อให้เหล่าเด็กนักเรียน (หรือใครก็ตามแต่ที่ผ่านเข้ามายังที่แห่งนี้) อยากให้พวกเขารับรู้ว่าในความทุกข์ ความเศร้าโศก หรือแม้แต่ความเจ็บปวดต่าง ๆ มากมายที่คุณกำลังเผชิญ นั่นไม่ใช่สิ่งที่มันสถิตอยู่ในตัวคุณไปตลอดกาล คุณไม่ควรที่จะจมปลักอยู่กับความคิดเช่นนั้นเป็นระยะเวลานาน ๆ และเลือกที่จะปฏิเสธในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการทำสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง
เหมือนอย่างเช่นอารัมภบทก่อนเข้าถึงเนื้อหาของบล็อกนี้ ใครจะรู้ว่าพวกเราอาจต่างเป็นเพียง ‘หมาป่าสีเทา’ ผู้หลงผิดอยู่ในเส้นทางของความมืดมน และตัดสินใจสิ่งผิดพลาดมานับมากกว่านับครั้งไม่ถ้วนก็เป็นได้…
.
.
.
ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นทั้งหมดของการแสดงความรู้สึกและประสบการณ์ที่ผมมีต่อตัวของเนื้อหาในองก์สุดท้ายของ บลู อาร์ไคฟ์ ไปได้อย่างครบถ้วนหรือไม่
อย่างไรเอง สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างสามารถพูดได้อย่างเต็มปากคือมันเป็นหนึ่งในเกมกาชาเพียงไม่กี่เกม (ในชีวิต) ที่ผมยังคงรู้สึกถึงการได้มีส่วนร่วมกับตัวละคร เรื่องราวภายในเกม รวมไปถึงการได้หันไปสำรวจความคิดหรือเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่ครั้งหนึ่งผมเคยมีเหตุการณ์ ‘คล้ายคลึงกัน’ ในแบบเดียวกับที่เหล่าเด็กนักเรียนในเรื่องได้ประสบพบเจอมา
จริงอยู่ว่าในแง่หนึ่ง ในส่วนของการนำเสนอนั้นอาจจะไม่ได้ออกไปในทางที่แสดงถึง ‘ความโหดร้าย’ หรือ ‘ความน่ากลัว’ หากเทียบเคียงกับสังคมในสถาบันโรงเรียนในชีวิตจริงที่มันมีเรื่องราวชวนให้จิตตกและดำดิ่งไปเสียยิ่งกว่าเรื่องราวในสื่อบันเทิงหรือจินตนาการของตัวผู้สร้าง
หากแต่กระนั้น การนำเอาเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งมาใส่ แม้มันจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้น นั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้เรามองเห็น ภาพรวมใหญ่ ๆ ของปัญหาและความบิดเบี้ยวในสังคมโลกแห่งความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้น
หลายครั้งมันรบกวนจิตใจผมค่อนข้างมาก บางอย่างผมต้องยอมรับตามตรงว่าตัวผมเองคงไม่ได้มีความกล้ามากเพียงพอที่จะข้ามไปเพื่อพูดถึงส่วนนั้น อย่างไรก็ตาม ผมเองยังคงแสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดเจนถึงในความคิดและหนทางความเชื่อตรงนั้น ทั้งหมดมันไม่ใช่เพียงการ ‘แสดง (Acting)’ แต่มันคือการ ‘กระทำ (Action)’ ออกมาโดยให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ว่าเหตุผลอะไร ทำไมเราถึงควรที่จะกอด ‘ความเป็นมนุษย์ (Humanity)’ และในทางกลับกันก็ไม่ลืมที่จะตั้งคำถามถึง ‘มนุษย์ (Human)’ ด้วยในเวลาเดียวกัน
การเป็นมนุษย์นั้นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการตระหนักรู้ว่าในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ พวกเราต่างล้วนเป็นเพียงแค่เศษธุลีของจักรวาลขนาดเล็กจิ๋ว และแม้ต่อให้จะจำกัดวงแคบออกมามากเพียงใด ความเป็นจริงที่ว่าเราคือ ‘ผู้ไร้พลัง (Powerless)’ ล้วนก็เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง…
อรุณสวัสดิ์ค่ะ เซนเซย์
ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะคะ!





































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น