จุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหตุผลของการปลีกตัว และความเจ็บปวดที่ยังคงตามหลอกหลอนมาจนถึงปัจจุบัน (Conscription Experience)

 


(Credit : みかん電池)

Not all the ‘experience’ was worth to tell or learn

Sometimes, it leave you with ‘eternal pain’

This one is from me.

แม้จะเคยเกริ่นไว้ก่อนหน้าถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้มาเป็นเวลาเนิ่นนาน หากแต่มันคงเป็นการน่าเสียดายไม่ใช่น้อย ถ้าหากว่าผมไม่พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ภายหลังจากเริ่มปลีกวิเวกออกห่างจากผู้คนและสังคมมากขึ้น และมันก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนการถอยห่างออกไปไกลมากขึ้นอีก จนอาจพอบอกได้ว่าถ้าหากวันใดวันหนึ่งที่ผมจากลาโลกนี้ไป นี่คงอาจเป็น ‘บันทึกครั้งสุดท้าย’ ที่ผมจะตัดสินใจเขียนและบอกเล่ามันผ่านประสบการณ์ของตัวเอง

รั้วของชาติ

หนึ่งในเทศกาลที่เหล่าชายฉกรรจ์ในโลกของ ‘ประเทศที่สาม (Third World Country)’ ที่แม้ว่าภายนอกนี่อาจดูเหมือนเป็นเทศกาลประจำปีที่เห็นโดยทั่วไป แต่ในสายตาของผมมันไม่ได้ให้ความแตกต่างไปจาก ระบบทาส ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิดของผู้ปกครองประเทศอันแสนล้าหลัง ไม่เคยมองเห็นถึงศักยภาพของผู้คนไปจริง ๆ หากแต่เห็นเพียงในมุมมองของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว (และก็เป็นมุมมองที่ ‘แย่’ เสียด้วย)

อย่างไรก็ตาม นี่คงไม่ใช่เป็นเพียงแต่การบ่นระบายเสียอย่างเดียว หรือด่าทอถึงความล้าหลังของระบบที่มันกดขี่ผู้คนจนไม่มีแม้แต่ ‘สิทธิ’ หรือ ‘เสรีภาพ’ ในการแสดงออกต่อแนวทางของความต้องการดั่งที่ใจหวัง

หากแต่มันคือการ ‘บอกเล่าประสบการณ์’ ที่แม้ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตของการติดอยู่ในรั้วนั้นมันจะค่อนข้างเลือนรางหายไปตามกาลเวลาบ้างแล้ว รวมไปถึงสภาพจิตใจของผม ณ เวลานี้ที่แม้จะหลุดพ้นจากกรงขังตรงนั้นมา แต่ก็ต้องพบกับ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่มันทำให้สภาพจิตใจของผมดิ่งลงเหวถึงขีดสุด

อาจเรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นผมไม่มีสมุดจดบันทึกไว้สำหรับเป็น บันทึกประจำวัน เพื่ออ่านและทบทวนนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาคราวนั้น ผมก็คงจะไม่ได้มาเขียนเล่าสิ่ง ๆ นี้ให้พวกคุณได้ฟังไปตั้งแต่แรก

ย้อนกลับไปยัง ณ ช่วงเมื่อราว ๆ ต้นปีของช่วง 2019 ณ เวลาช่วงนั้นถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตของผมอาจเรียกได้ว่ามีความเบื่อหน่ายเต็มทนกับเรื่องราวของความยุ่งเหยิงในโลกโซเชียลมีเดียเต็มที (แม้มันจะไม่ได้เทียบเท่ากับ ณ ตอนนี้ที่มันดูจะมีกฎเกณฑ์ในการกำหนดอะไรขึ้นมาชวนหัวปวดไปมากกว่าเดิม) โดยเจ้าความยุ่งเหยิงส่วนใหญ่ในที่แห่งนั้น ผมเองคงจดจำมันไม่ได้อย่างชัดเจน นอกเสียจากมันเป็นช่วงของการที่ตัวผมได้รับเข้าพิธีกรรมอันเก่าแก่ (และโบราณ) ณ พื้นที่ตรง ๆ นั้น

การสุ่มที่ไม่มีใครสมควรต้องเข้าร่วม

ความล้าหลังของระบบที่ถูกวางไว้อยู่มาตั้งแต่แรก

ณ ช่วงเวลานั้นยอดของผู้สมัครเข้าไปทำหน้าที่นั้นมีไม่มากพอ และแน่นอนว่าการนำเอาระบบสุ่มเข้ามา ก็ดูเหมือนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตาม มันพอมีความน่าแปลกใจและฉงนอยู่หน่อย เพราะช่วงของการคัดเลือกมันค่อนข้างจะเป็นการกระทำที่ชวนน่าขมวดคิ้ว หากแต่ผมเองคงไม่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ นอกเสียจากมองดูมันด้วยความน่าสมเพชและเกลียดชังเจ้าสิ่งเหล่านี้เกินกว่าคนที่ตั้งใจทำหน้าที่นั้นอย่างแท้จริง และมันเป็น ทางเลือก และ ความชอบ ของพวกเขา

กระบวนการสำหรับการคัดเลือกเสร็จสิ้น ใบแดง (ที่ผมจำรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนัก) หากแต่นั่นเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างพูดได้ว่าคงเป็นสิ่งที่ผมเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว ณ ตั้งแต่แรก และเนื่องด้วยช่วงเวลาของความเบื่อหน่ายต่อสังคมในโลกโซเชียลมีเดีย สิ่งรอบ ๆ ข้างที่บั่นทอนสภาพจิตใจให้ผมดำดิ่งลงถึงขีดสุด หากแต่สิ่งเหล่านั้นมันกลับเทียบเท่ากันไม่ได้เท่ากับการที่ตัวผมเลือกจะใช้น้ำมันและไฟจุดแผดเผาตัวเอง ท่ามกลางสายตาของพวกที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ ในสังคมอันบิดเบี้ยวที่มันถูกบดบังด้วย ความเกลียดชัง จนทำให้ผมไม่แยแสต่อสิ่งรอบ ๆ ข้าง ณ เวลาตอนนั้น

มากกว่า ‘ความเกลียดชัง’ ที่ฝังรากลึกลงไปยังจิตใจ

คือคำปฏิญาณตนที่นับต่อจากนี้มันคือ ‘การต่อสู้’

ต่อต้านพวกมันอย่างลึก ๆ และเก็บงำเอาความอ่อนแอทั้งหมดทิ้งออกไป

และหล่อหลอมให้ตัวเองกลายเป็นอีก ‘สิ่งหนึ่ง’

ความพยาบาท (Vengeance)



(Credit : たっくす)

ในส่วนของการดำเนินเรื่องภายหลังจากพิธีคัดเลือกเสร็จสิ้น แน่นอนว่ามันพอมีในส่วนของการอบรมและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ว่าด้วย ‘สิทธิของทหารเกณฑ์’ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ

สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างมีความสำคัญต่อการเข้าไปประจำอยู่ในหน่วยและสังกัด โดยเฉพาะถ้าหากใครที่มีภาระทางบ้านหรือหากมีปัญหาในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญมาก่อน ประสบการณ์จากการเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างสถานที่ ต่างจังหวัด ต่างพื้นเพถิ่นกำเนิด หากแต่พวกเรากลับไม่ได้แตกต่างกันเมื่อต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

ช่วงเวลานั้นสิ่งที่เรียกว่า ความหลากหลาย (Diversity) ยังถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในวงกว้าง สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถรับรู้ได้มีเพียงแต่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่มันจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตและเอาตัวรอดก่อนไปถึงที่นั่น

อาจบอกได้ว่าสมองของผม ณ เวลาตอนนั้น ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการที่จะทำให้ตัวเอง ‘ตัดขาด’ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นและโลกภายนอกไปอย่างสิ้นเชิง

เหมือนดั่งเช่นในบันทึกของใครสักคน ณ ช่วงที่ตัวตนของผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ ณ ภายในค่าย

บันทึกจากชายผู้อยู่อีกโลก #17 - ดิ้นรน, เอาชีวิตรอด และวิธีการแยกตัวออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง

เป็นครั้งแรก และอีกครั้งที่ผมยังคงดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

แม้จะต้องแบกมาด้วยความผิดที่แสนจะไร้เหตุผลจากใครคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจหลักการทำงานของสารเคมีในสมอง

ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นการเสียสละที่คุ้มค่าดี

แม้ว่าสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตของผมจะพังทลายไปอยู่หลายรอบแล้วก็ตามที

สวัสดีอีกครั้ง เหล่าผู้ที่ยังคงมีชีวิตรอด

ขอโทษด้วยสำหรับการหายตัวไปเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน หรืออาจมากกว่านั้น เนื่องจากด้วยภารกิจที่ติดพันจนแทบไม่มีเวลาสำหรับการสนทนาหัวข้อนุ่มลึก และเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ร้อยหลายพันอย่างที่ผมแทบไม่เคยนำมาพูด ขอโทษด้วยที่เรื่องนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยในบันทึกที่ผมกำลังเขียนอยู่ในขณะนี้

แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรเอง ผมจะไม่ขอพูดว่า 'นี่คือบันทึก' แต่มันคือการพูดถึงบางสิ่งบางอย่าง

ซึ่งแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า 'การปลดปล่อย (Release)'

อย่างแรก ในทุก ๆ วันของการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสถานที่อันถูกเรียกว่า 'ค่ายทหาร' ผมมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องหลีกเลี่ยงจากการพบปะผู้คน เหตุผลเพราะพวกเขามักสนุกสนานกับการได้เห็นผมกลายเป็น 'สนามอารมณ์' และมองว่าการพยายามทำให้ผมยิ้มด้วยวิธีที่แสนไร้ค่าของพวกเขา

นั่นคือการยื้อสภาพจิตใจของผมไม่ให้ 'จิตตก' ไปมากกว่าที่ควรเป็น

ซึ่งมันค่อนข้างส่งผลตรงกันข้าม นั่นคือยิ่งทำให้ผมพยายามหลีกหนีพวกเขา

เหล่าคนที่พร้อมจะ 'แทงข้างหลัง' ผม

คนที่พร้อมจะ 'ฆ่า' ผมได้ทุกเมื่อ

คนที่อาจกำลังพยายามสร้าง 'ปีศาจ' ให้ผมอย่างไม่รู้ตัว

จริงอยู่ หลักการเอาชีวิตรอดให้ได้ นั่นคือการเรียนรู้และกลมกลืนไปกับเหล่าผู้คนที่...มีมุมมองโลกที่แตกต่างกัน จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ทว่าหลักการเช่นนั้นมันใช้ไม่ได้ผลกับที่นี่

มีแต่ 'พวกไร้สติ' และ 'งูพิษ' เต็มไปหมด

ผมไม่อาจที่จะทนได้กับการอยู่กับพวกเขา เมื่อขีดจำกัดของผมได้มาถึงจุดสูงสุด เมื่อนั้นเองที่ 'มัน' จะระเบิดออกมา และตามมาด้วย 'ความวุ่นวาย' ที่อาจพ่วงมาด้วยชีวิตของผมเอง

ผมไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น (ผมต้องการให้มันเกิดขึ้น)

ผมไม่ได้ร้องขอที่จะมาน้อมรับกับสิ่งนี้ (ผมจำเป็นต้องน้อมรับมัน)

ผมแค่ต้องการทำงานของผมให้เสร็จ

ผมต้องการซึ่ง 'ผลลัพธ์' ที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ

ผมต้องการซึ่ง 'ความเงียบสงบ'

และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีใครสักคนเข้าใจผม

(แน่นอนว่ามีแน่ ขอบคุณด้วยสำหรับ 'แคปซูลช่วยเหลือฉุกเฉิน' ขอบคุณอย่างใจจริง พวกคุณคือ 'แสงสว่าง' ของผม)

ถึงอย่างไรมันเป็นเพียงแค่ 'ของชั่วคราว'

ทว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรปล่อยผ่าน เมื่อใดเองที่ใครคนหนึ่งแสดง 'ความเป็นมนุษย์' ออกมา

เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่คุณต้องกอดคนเหล่านั้น

เก็บรักษาพวกเขาเอาไว้

เช่นเดียวกับที่ตอนนี้

ที่ ๆ ผมต้องหาหนทางในการ 'เยียวยาตนเอง' มากกว่าที่จะเยียวยาคนอื่น

ผมอาจทำได้

แต่แน่นอนว่าผลของมันอาจออกมาเหมือนกับการพยายามใช้ปืนเล็กยาวจู่โจมที่ใช้กระสุนขนาดต่างกัน

แต่ระยะหวังผลที่ทำได้กลับไม่เหมือนกัน

การแยกตัวออกมาอย่างสันโดษ ไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ว่านั่นเป็นหนทางเดียว แค่หนึ่งในวิธีเดียวที่ผมทำได้ ตราบใดก็ตามที่ตอนนี้ 'ความมั่นคงในจิตใจ' ของผมยังคงมีอยู่

เมื่อนั้นเองคุณอย่าได้เป็นห่วงเลยว่าผมจะตายหรือหายไปไหน

'เขายังอยู่ ลมหายใจยังคงถูกพ่นออกมา งานเดินหน้า แม้ว่าวิญญาณของเขาจะไม่เหมือนเดิม'

ผมจะอยู่กับพวกคุณ

รวมถึงบันทึกนี่เองก็ด้วย

ใครบางคนทิ้งบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ เจ้าของข้อความนั้นเป็นใคร เกรงว่าผมคงไม่อาจทราบได้ชัดเจนนัก


(Credit : ローラ)

อย่างไรก็ตาม กว่าที่ผมจะพบเข้ากับบันทึกนี้ได้ ก็น่าจะเป็นช่วงที่ผมผ่านพ้นช่วงเวลาที่ผมอาจเรียกได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาของการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมภายในค่ายแห่งนั้นไปได้นานมากแล้ว

ชีวิตของการติดอยู่ในรั้วของทหารเกณฑ์นั้น แม้จะไม่หวือหวา หากแต่มันเต็มไปด้วยกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ที่มันสร้างขึ้นอย่างมีเหตุมีผล โดยมันถูกชี้แจงไว้ ณ ตั้งแต่ช่วงแรกของการเปลี่ยนสถานะจาก พลเรือน (Civilian) สู่การเป็น พลทหารใหม่ (New Recruit) โดยก่อนหน้าที่ช่วงเวลาของการฝึกจะเริ่มก็มีในส่วนของการอบรมเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่ควรต้องรู้สำหรับการอยู่ในค่ายก่อนเป็นอย่างแรก

ช่วงเวลานี้อาจจะแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมอาจข้ามไปและจำเป็นต้องพูดถึงก่อน นั่นคือหลักเกณฑ์ของการคัดเลือกในการพาตัวของเหล่าพลเรือนเข้าไปในหน่วยการทำงานของทางกองทัพ โดยส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อระบบการทำงานภายในค่ายทหาร (และมีผลต่อการขอลาพัก + การฝึกด้วย) ซึ่งสังกัดของทหารนั้นมีอยู่ด้วยกันอยู่สามสังกัดหลัก ๆ ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ และ ทหารอากาศ

ส่วนของสังกัดในกองทัพนั้นจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ถือเป็นความรู้โดยทั่วไป สิ่งที่เหมือนกันอาจมีเพียงเฉพาะในส่วนของการฝึกช่วงเริ่มต้น ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เจาะลึกขึ้นไปในส่วนของความถนัดแต่ละเหล่าของพลทหารที่มันนับเป็นส่วนของ กองพัน (Battalion) ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่แยกย่อยออกไปอีกที

ในส่วนของผมที่ได้ไปสังกัดอยู่นั้นคือ กองพันทหารช่าง (Engineer Battalion) หน้าที่โดยหลักของกองพันการเป็นทหารช่าง คือการทำหน้าที่ในส่วนของงานวิศวกรรม หลัก ๆ คือการสร้างสะพาน ซ่อมเส้นทาง หรือการกำจัดสิ่งกีดขวางในสนามรบ หน้าที่ของทหารช่างนั้นไม่ใช่การออกไปยืนอยู่ในแนวรบ แต่มันคือการปูพื้นที่และเส้นทางเพื่อเปิดทางให้เหล่าทหารราบเข้ายึดพื้นที่และทำลายข้าศึก

*แน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดเกิดจากการที่ผมทำรีเสิร์จ + ประสบการณ์ที่เคยเรียนรู้มา หากต้องการข้อมูลที่ละเอียดมากกว่านี้ แนะนำให้ถามจากผู้มีประสบการณ์โดยตรงจะดีที่สุด*

นอกเหนือไปจากส่วนของทหารทั้งสองเหล่าทัพที่ผมได้เล่าไป มันยังมีในส่วนอื่น ๆ ที่ผมเองครั้นจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้นัก

เหล่าทหารในกองทัพนั้นมีอยู่ทั้งหมด 17 เหล่า มีหน้าที่และความถนัดกันไปเฉพาะด้านของแต่ละสายงานที่ตัวเองนั้นรับผิดชอบ

ทหารราบ มีหน้าที่ตามที่ผมบอกไปข้างต้น

ทหารม้า มีหน้าที่ในการควบคุมยานเกราะและเข้าสนับสนุนด้วยรถถัง

ทหารปืนใหญ่ ราชาแห่งสนามรบผู้กำหนดความเป็นไปในสมรภูมิ เน้นการจู่โจมจากระยะไกลผ่านการโจมตีด้วยเครื่องยิงระยะไกล

ทหารช่าง ปูเส้นทางและจัดการงานในด้านทางวิศวกรรม มักทำงานควบคู่กับฝั่งของทหารราบ คติประจำใจคือ มาก่อน กลับทีหลัง หรือถ้าความหมายอย่างเป็นทางการคือ รุกเข้าก่อน ถอนทีหลัง

ทหารสื่อสาร มีหน้าที่สำหรับการดูแลเรื่องการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงาน

ทหารขนส่ง มีหน้าที่สำหรับการลำเลียงพล ขนส่งอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ บางครั้งก็เป็นเรื่องของเสบียงที่ให้ในการสนับสนุนเหล่ากำลังพลรบในพื้นที่

ทหารสรรพาวุธ มีหน้าที่สำหรับจัดการเรื่องการดูแลอาวุธ จัดหา ซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ทางการรบที่เกี่ยวข้องกับกระสุน (หรือระเบิด)

ทหารพลาธิการ มีหน้าที่สำหรับดูแลเรื่องของอาหารการกิน เครื่องแต่งกาย หรือสิ่งจำเป็นก่อนออกไปรบ โดยมากมักจะทำงานอยู่ภายในครัว (หรือ ‘โรงเลี้ยง’ ในภาษาทหาร) ซึ่งเป็นจุดที่มีความสำคัญต่อการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ แต่ละวัน

ทหารสารวัตร หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ สารวัตรทหาร (สห.) มีหน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อย รักษาความสงบภายในค่ายทหาร มักประจำอยู่ในเขตจุดตรวจทหาร รวมไปถึงดูแลในเรื่องของการจราจร ส่วนนี้สำหรับผู้ที่เริ่มคุ้นเคยกับชีวิตของการเป็นทหารประจำการมาในระยะเวลาหนึ่ง ล้วนจะคุ้นเคยดีกับการตรวจตราในเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงกระเป๋าและสัมภาระต่าง ๆ ที่นำเข้ามาภายในค่าย ซึ่งมันจะดำเนินการไปตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ทหารสารบรรณ มีหน้าที่สำหรับการจัดการเรื่องงานเอกสาร งานธุรการ ทะเบียนสำหรับกำลังพลในหน่วย

ทหารการเงิน มีหน้าที่ในเรื่องของบประมาณการเงินในกองทัพ ดูแลในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณให้กับทางกองทัพเป็นส่วนใหญ่

ทหารพระธรรมนูญ มีหน้าที่สำหรับเรื่องของการปรึกษาในด้านกฎหมาย สอบสวนคดี และการดำเนินคดีในศาลทหาร

ทหารแพทย์ มีหน้าที่รักษาพยาบาล ดูแลในส่วนของการเจ็บไข้ได้ป่วยของพลทหาร ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในยามปกติหรือในช่วงสงคราม ประจำอยู่ในส่วนของโรงพยาบาลภายในค่ายที่มักเกี่ยวข้องกับเรื่องการดูแลสุขภาพของทหารแต่ละคน นับตั้งแต่ช่วงของการเข้าฝึกเป็นทหารใหม่ ตราบจนไปถึงช่วงเวลาที่เข้าประจำการในกองร้อย

ทหารแผนที่ มีหน้าที่ผลิตแผนที่หรือแผนภูมิศาสตร์ กำหนดจุดยุทธศาสตร์ทางการรบเพื่อใช้ในงานปฏิบัติการ

ทหารการสัตว์ มีหน้าที่ดูแลสัตว์ รวมไปถึงอุปกรณ์สำหรับการทำการเกษตรทั้งหลายในค่าย

ทหารดุริยางค์ มีหน้าที่จัดแสดงดนตรีหรืองานพิธีการ มักปรากฏตัวในช่วงวันสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางกองทัพเสียเป็นส่วนใหญ่ ในทุกช่วงต้นปีถัดไป ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เกี่ยวกับงานพิธีการที่ทางกองทัพมีการจัดพิธีเดินสวนสนามเนื่องในวันสำคัญ ส่วนนี้ถือว่าค่อนข้างเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างตึงเครียดในระดับหนึ่ง

ผมมักจะได้ยินมาจากเพื่อนของผมที่ครั้งหนึ่งเขาเองเคยได้รับประสบการณ์ในช่วงของการฝึกเดินสวนสนาม แน่นอนว่าในสายตาของเขาอาจเป็น ความภาคภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้ทำ (แม้ว่ามันจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม) กระนั้นผมคงไม่คิดจะขัดแย้งอะไรกับเรื่องส่วนนี้นัก เพราะมันคงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและมุมมองของแต่ละคน

ทหารการข่าว มีหน้าที่สำหรับการรวบรวมข่าวสาร วิเคราะห์ข่าวกรองที่ได้รับมาและรายงานถึงภัยคุกคามที่มันมีโอกาสจะเข้าถึงตัว


(Credit : みかん電池)

เชื่อว่าใครก็ตามแต่ที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะพอเข้าใจถึงหน้าที่คร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวและระบบการทำงานของกองทัพทหารได้แล้วอย่างไม่ยากเย็น อย่างไรเอง ผมอาจมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่าการทำงานในแต่ละค่ายทหารที่สังกัดอยู่นั้นล้วนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะในเรื่องของสังคมการอยู่อาศัย ค่านิยม หรือแม้แต่กฎระเบียบต่าง ๆ เองก็ไม่ได้มีความเหมือนกันเสียทีเดียว ทุกอย่างดูเหมือนเป็นเพียงข้อมูลประกอบคร่าว ๆ ที่มันมีไว้เพื่อระบุถึง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ ในการอธิบายให้เข้าใจถึงหลักการทำงานพื้นฐานที่อยู่ในค่ายเท่านั้น

อย่างไรเองก็ดี ถ้าจะให้พูดถึงส่วนของการใช้ชีวิตอยู่ในค่ายนั้น เกรงว่าคุณอาจจะต้องหาข้อมูลจากการถามไถ่เหล่าผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนั้นด้วยตัวเอง ผ่านจากพวกพลทหารที่ไม่ใช่ ‘นายสิบ’ หรือ ‘นายร้อย’ ที่พวกเขาเหล่านั้นจะถือเป็นทหารอีกประเภทหนึ่งที่มุ่งเน้นสำหรับการเข้าทำงานอยู่ในกองทัพไปโดยตรง

และเพื่อที่จะอธิบายถึงความเข้าใจในรูปแบบที่อยากให้ ‘แยกแยะ’ ถึงความแตกต่างกันในอีกด้านหนึ่ง

ทหารกองประจำการ =/= ทหารเกณฑ์

แม้ในเชิงของความเป็นจริง ความหมายของสองคำนี้จะเหมือนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่อย่างไรเอง สาเหตุของการที่ผมเรียกสิ่งนี้ นั่นเพราะว่าการใช้ชีวิตของการเป็นทหารกองประจำการ คือผู้ที่อุทิศชีวิตและเวลาของตัวเองอย่างเต็มใจ ผ่านการเตรียมตัวในการวางแผนและเตรียมพร้อมตัวเองมาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเข้ารับการตรวจเข้าเป็น ‘ทหารกองเกิน’

ซึ่งในมุมมองสำหรับเหล่า ทหารเกณฑ์ มันจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป

ไม่ใช่ ‘พลเรือนทุกคน’ ที่จะเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้

อย่างไรเองก็ตาม แม้แต่กับคนที่เตรียมพร้อมและเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรก ในบางครั้งมันก็เป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดจากการที่ครั้งหนึ่งตัวผมนั้น ปล่อยให้ตัวเองรู้ตัวช้าเกินไป หรือไม่ก็คือการที่ผมให้เวลาใส่ใจกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือจาก ‘กฎเกณฑ์’ และ ‘ข้อบังคับทางสังคม’ ที่มันพยายามกีดกันตัวผมออกจากการเป็นในสิ่งที่ผมต้องการจะเป็น


(Credit : Blue Archive (Official))

ผมยังคงชื่นชมเหล่าผู้คนที่เรียกร้องในการออกมาเพื่อให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหารอยู่เสมอ และจะรู้สึกดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าหากว่าผู้ที่อยู่ในระบบการทำงานในนั้นได้ออกมาเปิดเผยความจริงต่าง ๆ ไม่ว่ามันจะมาจากทั้งในมุมมองจากทางประสบการณ์โดยตรงของพวกเขา หรือแม้แต่จากการสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบงัน

ทหารที่ไม่ได้มาจากความสมัครใจที่จะเป็น แม้พวกเขาเหล่านั้นอาจมีฝีมือและความสามารถ แต่นั่นก็แลกมาด้วยสภาพจิตใจที่ดิ่งลงเหว ก่อเกิดกลายเป็น สภาวะซึมเศร้า หรือ สภาวะความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD) ซึ่งมันคือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทุกอาชีพ และจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดในยามที่คน ๆ หนึ่งต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ตัวเองไม่คุ้นเคย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นทางจิตใจ นั่นถือเป็นส่วนที่ต้องได้รับการพิจารณาและวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยอีกที ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะด่วนสรุปทุกสิ่งอย่าง ผ่านเพียงแค่มุมมองด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งอย่างที่ผมเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งเกี่ยวกับว่าด้วยเรื่องของ การตระหนักรู้ในสภาวะทางจิตใจ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ โรคซึมเศร้า โดยทั้งนี้มันอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีการถูกนำมาพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ทว่าในส่วนของการแสดงอาการนั้นจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตของแต่ละคน รวมไปถึงสิ่งที่พวกเราต่างพบพานและเผชิญหน้ากันมา

ในโลกที่เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพใจ ภาวะความเจ็บป่วยทางอารมณ์หรือจิตใจของมนุษย์นั้นถือเป็นสิ่งที่สลับซับซ้อน เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าสิ่งที่เจอนั้นคือ เรื่องจริง หรือ เรื่องแต่งเติมในจินตนาการ อย่างไรเอง มันไม่มีคำถามหรือคำตอบที่ตายตัวในการแยกแยะอย่างชัดเจนนัก ตราบใดที่มันเป็นเพียง ‘ความคิดเห็น’ หรือ ‘มุมมองจากผู้มีประสบการณ์’ ซึ่งในส่วนของความน่าเชื่อถือมากหรือน้อย นั่นก็ยังคงเป็นเรื่องของวิจารณญาณในการรับสารของแต่ละคน บวกกับความรู้ที่พวกเขามีของคนแต่ละคน

การลดขวัญกำลังใจ (Demoralization)

คือคำเรียกของยุทธวิธีทางการรบ โดยมันเป็นกระบวนการของสิ่งที่เรียกว่า

สงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare)

ซึ่งมิได้มุ่งเน้นในการทำลายข้าศึกหรือศัตรูโดยตรง

แต่เป็นการตั้งใจเพื่อเป็น ‘บ่อนทำลาย’ ความเชื่อมั่นของกองทัพ

ทำให้ผู้คนเกิดสภาวะหวาดกลัว กังวล และตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ร้ายแรงในครั้งถัดไป

ในสภาวะของการตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่กดดันและเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดมากมาย ไม่มีอะไรที่มันจะเหมาะมากไปกว่าการลดทอนขวัญกำลังใจ หรือการลดความมั่นใจของผู้คนเพื่อทำให้พวกเขาเริ่ม ‘ตั้งคำถาม (Questioning)เกี่ยวกับการกระทำและความเชื่อที่ผ่านมาเกี่ยวกับตัวของพวกเขาเอง

กระบวนการของการต่อสู้เพื่อลดทอนสภาวะทางจิตใจเช่นนี้ ล้วนถือเป็น ‘แรงกดดัน (Pressure)’ และมันจะแสดงให้เห็นอยู่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านกระบวนการ ‘ลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)’ ซึ่งจะทำงานควบคู่กับการ ‘ลดขวัญกำลังใจ (Demoralization)’ อันเป็นหนึ่งในกระบวนการที่มันมีความได้ผลมากที่สุด หากคุณคาดหวังเพื่อให้ใครหรือสังคมไหนอยู่ภายใต้อาณัติของตัวเอง

และยิ่งกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในค่ายทหารด้วยแล้ว กระบวนการเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน อาจพูดได้ว่าความทุกข์ใจส่วนใหญ่ของการใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานที่แห่งนั้น ล้วนเป็นเรื่องของการ เอาชีวิตรอด (Surviving) มากกว่าเพียงเพื่อ ใช้ชีวิต (Living) ซึ่งแตกต่างจากสังคมแบบพลเรือนทั่วไปที่มุ่งเน้นในส่วนใดส่วนหนึ่ง และใช้หลักการ Work-Life Balance และชั่งน้ำหนักให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตและการทำงานไปพร้อม ๆ กัน

ทว่าสำหรับชีวิตของทหารกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น…

อาจเรียกได้ว่านับจากผ่านช่วงเวลาของการเป็นทหารใหม่ จวบจนกระทั่งขึ้นสู่ชีวิตในกองร้อย ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การทำงานอย่างหนักหน่วง จะมีก็เพียงส่วนของเวลาพักผ่อนที่มันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในแต่ละวัน ๆ ซึ่งโดยมากจะอ้างอิงกับสิ่งที่เรียกว่า ระเบียบประจำวัน (รปจ.) ที่มันถือเป็นได้ทั้งกำหนดการที่วางเอาไว้อย่างมีแบบแผน ตรงไปตรงมา (และในหลาย ๆ ครั้งมันก็ ‘ไม่เคย’ ที่จะเป็นไปตามนั้นจริง ๆ)

การกำหนดกฎเกณฑ์หรือระบุถึงระเบียบการในแต่ละวันของการอยู่ในค่าย รวมไปถึงการดำเนินชีวิตที่ไม่เพียงแต่การอยู่ร่วมกันแบบ ‘หมู่’ ‘กอง’ หรือ ‘ผลัด’ แน่นอนว่ามันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในนั้นที่หากจะให้เล่าถึง ก็คงอาจเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถบอกมันได้อย่างชัดเจน

ชีวิตของพลทหารที่อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ถูกสอนเพื่อให้ยึดถือในคติธรรมอย่าง ร่วมมือกัน หรือ สร้างความเหนียวแน่นกลมกลืน มากกว่าการแตกแยกกันไปตามแต่ละแห่งหน เมื่อเข้าถึงช่วงเวลาการทำงานในแต่ละวัน ทุกคนจะถูกเรียกตัวและได้รับการมอบหมายงานตามแต่ความถนัดของตัวเอง (โดยจะมีเหล่าครูฝึก หรือ ครูพี่เลี้ยงครูฝึก คอยทำหน้าที่ในการสอบถามความคิดเห็นและความถนัดในช่วงระหว่างการฝึกเป็นทหารใหม่) ซึ่งจะมีกระบวนการตามแต่ดุลยพินิจของคนแต่ละคน

อย่างไรเอง ทุกอย่างในชีวิตของการทำงานอยู่ในค่ายทหาร ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ หากแต่โดยมากมันไม่ได้เป็นงานที่ซับซ้อน นอกเหนือจากทำหน้าที่เสมือนเป็น ‘ฟันเฟือง’ ในการดำเนินกิจการภายในค่ายที่รายละเอียดปลีกย่อยมันขึ้นอยู่กับสภาพสังคมของแต่ละที่

ในประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่มีส่วนร่วมมาก่อน ผมรับหน้าที่ในการทำงานในส่วนของการเป็นผู้ช่วยในงานกองร้อยและกองพัน รูปแบบของงานในการอยู่เหล่าทหารช่าง มักจะวุ่นอยู่กับในเรื่องราวของการซ่อมบำรุง อะไหล่ การเคลื่อนย้ายหรือเตรียมตัวในงานต่าง ๆ โดยขึ้นตรงตามคำสั่งจากทางตัวของคำสั่งจากทางกองพัน

ระบบการทำงานในค่ายนั้นทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อิงจากทหารยศระดับชั้นสัญญาบัตร (พลเอก - ร้อยตรี) กระทั่งไปถึงตัวของทหารยศระดับชั้นประทวน (จ่าสิบเอก - สิบตรี) โดยตัวของผู้ออกคำสั่งส่วนใหญ่จะขึ้นตรงกับทหารยศนายพล ก่อนที่คำสั่งเหล่านั้นจะลงไปยังถึงตัวของทหารในชั้นสัญญาบัตรคนอื่น ๆ ให้ปฏิบัติตาม

แน่นอนว่ามันเป็นส่วนของการทำงานในเรื่องของยศและระดับชั้น การจะเข้าถึงคนหรือผู้มีอำนาจได้ต้องเริ่มจากการไต่เต้าจากจุดเล็ก ๆ ไปสู่จุดที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญต่อความเป็นไปของผู้คนในกองทัพ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพและสามารถแสดงศักยภาพอันแท้จริงได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และผ่านการให้ความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้คนรอบข้าง หากแต่อย่างไรเอง หนึ่งในคำถามที่ไร้คำตอบมากที่สุด คงอาจหนีไม่พ้นเรื่องของ จำนวนนายพลผู้อยู่ประจำการ หรือ จำนวนนายทหาร ผู้ที่ยังคงรับตำแหน่งอยู่ในนั้นหรือผู้ที่ปลดประจำการไป

ความมั่นคงของชาติ’ กับ ‘ความเปราะบางในระบบราชการ

สองสิ่งอย่างที่มันล้วนเป็นประเด็นและวาทกรรมที่ถูกยกมาใช้อยู่เสมอ

ทว่าสิ่งหนึ่งที่มันกลับถูกมองข้ามไป นั่นคือ ‘หลักเกณฑ์’ และ ‘วิธีการทำงาน’ อันซับซ้อน

ที่มันชวนได้แต่ทำให้ ขมวดคิ้ว เมื่อได้พยายามเข้าใจถึงมัน

นั่นคงเป็นเพียงเรื่องราวทั้งหมด ตราบเท่าที่ผมจะสามารถบอกเล่าออกมาได้ผ่านประสบการณ์ของตัวเอง

เรื่องราวจากที่ผ่านพ้นมาตั้งแต่ช่วงเวลาเมื่อตอนนั้น ยามที่จิตใจดำดิ่งลงสู่ก้นเหว ตราบจนกระทั่งกอบกู้ตัวเองขึ้นมายืนอยู่ได้ค่อนข้างเป็นสิ่งที่ใช้ระยะเวลานานพอสมควร อาจนานเสียจนผมลืมนึกถึงไปแล้วว่า ณ ตอนนั้นตัวผมเองมีสภาพเป็นยังไง และคงไม่ได้นึกถึงคราวของการบอกเล่าเรื่องราวก่อนหน้านี้ ก่อนหน้ากว่าที่ตัวผมเองจะกลายมาเป็น ตัวตนในปัจจุบัน ที่ผมตัดสินใจละทิ้งชีวิตของการติดกับดักในบ่วงโซ่ที่เรียกว่า การเสพติดโซเชียลมีเดีย (Social Media Addiction) ของตัวเองไป และเข้าสู่ช่วงเวลาของการ ปลีกวิเวก (Seclusion) เพื่อจะแยกตัวออกห่างจากสิ่งต่าง ๆ ที่มันกัดกลืนช่วงเวลาอันมีค่าในแต่ละวินาทีที่ตัวเองได้สูญเสียไป

อย่างไรเอง นั่นก็ถือเป็นข้อดีที่ทำให้ในระยะเวลาหลังจากนั้น มุมมองการมองโลกของตัวผมเองก็ได้ค่อย ๆ ขยับขยายใหญ่ไปมากขึ้น อาจมีเรื่องชวนน่าลำบากใจอยู่บ้างที่ชีวิตของการผ่านพ้นช่วงความยากลำบากมา ณ ตรงนั้นมันได้นำพาความทุกข์ระทมในใจของตัวเองมา และในหลาย ๆ ครั้ง ผมเลือกที่จะปิดกั้นในการพูดถึงส่วนเหล่านี้ เพียงเพราะไม่อยากให้นำไปตีความตามความเข้าใจแบบผิด ๆ หรือแม้แต่มองว่า ทหารเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ท่ามกลางสถานการณ์อันไม่สู้ดีของโลกปัจจุบัน ยุคสมัยของการเปลี่ยนขั้วใหม่ของประเทศมหาอำนาจที่ล้วนนำพามาซึ่งสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ส่งผลไม่เพียงต่อแนวทางการใช้ชีวิตของผู้คน แต่ยังรวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ความน่าอยู่ หรือมุมมองของผู้คนที่มีต่อโลกและสังคม มันเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ว่า ความย่ำแย่ และ ความสิ้นหวัง คือสิ่งที่มันจะมาเยือนเมื่อยามที่พวกเราต่างสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวของเหล่าผู้มีอำนาจที่ไม่อาจมองเห็น ภาพรวมของปัญหา ได้อย่างชัดเจนและรับรู้ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่ควรแก้ไขก่อนเป็นอย่างแรก?


(Credit : HansTNO)

ผมอาจพอมีเวลาในการวิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ตราบเท่าที่ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับมันมาได้เยอะมากเพียงพอ หรือคลุกคลีกับสิ่งเหล่านั้นในระยะเวลาเนิ่นนานจนกลายเป็นเหมือนกับ ‘ทักษะ’ ที่ติดตัวผมไปตลอดทั้งชีวิต

อย่างไรก็ตาม ทักษะที่ติดตัวไปนั้นล้วนสามารถมีวันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

และความรู้กับประสบการณ์ที่ผมได้คลุกคลีและคุ้นเคยมา คงไม่อาจใช้ได้กับยุคสมัยในปัจจุบันที่มันหมุนวนผ่านพ้นไปในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง หรือในแต่ละวินาทีที่มันผ่านพ้นไป

ความสับสนของโลกยุคใหม่

เรื่องราวชวนน่าปวดหัวที่พวกเราต่างกำลังเผชิญ

บางครั้งแล้วมันทำให้ผมคิดถึง ‘ความเรียบง่าย’ ที่สามารถควบคุมได้

และใช้ความเข้าใจในระยะเวลาไม่นาน…

ความเจ็บปวดที่มันหลอกหลอนผมนั้นถูกเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรรูปแบบของความกังวลจากชีวิตในรั้วค่ายทหารกับนอกค่ายทหารนั้น ระดับความเข้มข้นของความเครียดและกดดันกลับเป็นคนละอย่างที่มันแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

ผมอาจต้องใช้ระยะเวลาสักพักใหญ่ ๆ ปรับตัวได้ให้เข้ากับโลกเหล่านี้ และนั่นหมายความถึงการรับฟังเรื่องราวของผู้คนให้มากขึ้น ควบคุมถึงอารมณ์และรับรู้ในสิ่งที่มันทำให้ผมยังคงตระหนักถึง ‘ความเป็นมนุษย์’ ในตัวเอง แม้ว่าในเวลาปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นมันจะทำให้ตัวผมเองมันผุพังจนยากเกินกว่าที่จะซ่อมกลับมาได้แล้วก็ตาม…

แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไร้ซึ่งโอกาสในการกลับมาเป็นอย่างเดิม

หรือถ้าพูดให้ถูก ‘ตัวตนของผม’ ขึ้นอยู่กับนิยามที่ผมกำหนดขึ้นมาด้วยตัวเอง

และมันเป็นสิ่งที่เข้าใจโดยง่าย ๆ แต่ใช้ระยะเวลายาวนาน ตราบจนกว่าจะถึงวันที่ผมพึงพอใจใน ‘ผลลัพธ์’ นั้นของตัวเอง

แม้ว่ามันจะไม่เคย ‘เกิดขึ้น’ เลยสักครั้งก็ตาม...

ขอบคุณที่อ่านจนจบ

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตครับ

:)


(Credit : mefu.)

ความคิดเห็น