[ตกผลึกทางความคิดผ่านโลกวิดีโอเกม EP.7] สงครามที่ไม่เคยจบสิ้น ภาพความขัดแย้งอันยุ่งเหยิงท่ามกลางโลกที่ลุกเป็นไฟ (Fallout Series)

 


I don’t want to set the world on fire…

I just want to start

the ‘flame’ in your heart


สงคราม, สงครามไม่เคยเปลี่ยน (War, war never changes.)

หนึ่งในประโยคคำพูดสุดเก่าแก่จากหนึ่งในซีรีส์วิดีโอเกมอมตะที่ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่ ณ ปัจจุบัน

และเฉกเช่นเดียวกัน… มันถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ผมมักจะนึกถึงมันทุกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้กลับเข้าไปเล่นมันหลายปีไปก็ตาม

แน่นอนว่าในส่วนของเกียรติศัพท์ของสิ่งที่เรียกว่า ฟอลเอาต์ (Fallout) นั้น ความหมายของมันคือ ‘ฝุ่นกัมมันตรังสีหลังการระเบิดของนิวเคลียร์’ หากแต่ทว่าในอีกความหมายหนึ่งมันสามารถแปลได้ว่า ‘ผลกระทบอันย่ำแย่ที่ตามมา’ เองได้ด้วยเช่นกัน

ยุคสมัยของสงครามและความขัดแย้ง ถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างเนิ่นนาน และหากจะให้พูดกันในมุมมองของตัวผมที่เคยผ่านการศึกษา การดูหนัง หรือแม้แต่การได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาค่อนข้างมากตั้งแต่ในช่วงสมัยก่อนหน้านั้นแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘สงคราม (War)’ ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เรามาประหนึ่งกับเป็น ‘ดีเอ็นเอ (DNAs)’ ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด

ภาพของมันในช่วงนั้น มักถูกนำเสนอให้ดูดั่งเป็น ‘วีรบุรุษ’ หรือ ‘วีรสตรี’ ที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงของบางสิ่งบางอย่าง

ด้วยเหตุผลนานัปการตราบเท่าที่ผมพอจะสามารถอธิบายได้ เจ้าสิ่งเหล่านี้มันมีได้หลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะด้วยทั้งการแย่งชิงทรัพยากรก็ดี หรือแม้แต่การพยายามประกาศักดาในความยิ่งใหญ่ของตัวเองก็ดี ในทุกยุคและทุกสมัยที่มันผ่านมานานมากกว่าสองสหัสวรรษ (หรือนานกว่านั้นมาก ๆ) การทำสงครามโดยส่วนใหญ่ล้วนมักเป็นไปตามการชี้นำของผู้ถือครองในอำนาจ มากกว่าที่มันจะเกิดขึ้นด้วยตัวของประชาชนเอง

อาจพอมีในบางกรณีบ้าง ที่แน่นอนว่าการทำสงครามมักเกิดจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่อาจทนรับต่อแรงกดดันหรือความไม่อยุติธรรมของระบอบการปกครองที่เอารัดเอาเปรียบได้

อย่างไรเอง สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะขอให้ทุกคนหรือใครก็ตามแต่เข้าใจในสิ่งที่ผมจะสื่อ นั่นก็คือ…

สงคราม มันไม่เคยจบลง

เช่นเดียวกับ ‘ความขัดแย้ง’ ที่มันจะยังมีขึ้นต่อไป

และจุดเริ่มต้นก็มักจะเริ่มด้วย ‘สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ’ อยู่เสมอ


ในชีวิตของมนุษย์ทุกคนล้วนมีสงคราม หากแต่อย่างไรก็ดี หนึ่งในสงครามที่มันสร้างผลกระทบร้ายแรงอย่างมากที่สุด เสียหายมากที่สุด และอาจเรียกได้ว่ามันคือ ความเลวร้าย ที่ไม่ควรเกิดขึ้น นั่นคือ สงครามของการสูญสิ้นความเป็นมนุษย์

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสในการได้ดูหนังซีรีส์เรื่อง ๆ หนึ่ง เนื้อหาของมันเกี่ยวกับเจ้าหัวข้อของเกมที่ผมกำลังพูดถึง แน่นอนว่าโดยตัวเนื้อเรื่องของมันไม่ได้มีความพิเศษอะไรชวนให้อยากพูดถึงมากนัก หากแต่หนึ่งในข้อความสำคัญที่อาจเรียกได้ว่ามันคือ ประโยคสุดอมตะ ที่มันถูกยกขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงของการที่อินโทรเกมฉายแวบขึ้นมาหรือแม้แต่ในซีรีส์ภายในหนังไปก็ดี

สงคราม,

สงครามไม่เคยเปลี่ยน

(War, War never changes.)

ช่วงเวลาอันระสับระส่ายและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุม เปรียบได้กับเป็น ‘ช้างในห้อง (Elephant in the Room)’ ที่มันกลายเป็นความกังวลใจต่อเรื่องราวที่เราไม่อาจเข้าใจและไม่อาจหยั่งถึง

การใช้เวลาวนอยู่กับความคิดของปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าคน ๆ หนึ่งจะสามารถแก้ไขมันได้ ล้วนเป็นเรื่องที่เสียทั้งพลังกายและพลังใจ หลายครั้งมันทำให้เราสูญเสียโอกาสหลาย ๆ อย่างไปในชีวิตที่มันดำเนินไปในปัจจุบัน ตลอดทุกครั้งของการที่ผมพยายามอยากจะเขียนหรือจบในเรื่องราวหรือหัวข้ออะไรสักอย่าง ผมมักจะประสบกับปัญหาในเรื่องของการที่ตัวเองไม่อาจจะทำให้ ‘สมองจดจ่อ’ อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตัวผมเองได้อย่างเต็มที่นัก

และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาระหว่างที่ผมได้สัมผัสกับช่วงเวลาในการเล่นเกม ฟอลเอาต์ โดยเฉพาะกับภาค New Vegas และ 4

เนื้อเรื่องของสองภาคนี้ล้วนมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ขุม อย่างไรเอง มันถือเป็นสองเกมหลักใหญ่ ๆ ที่มันยังคงเป็นประเด็นในการพูดถึงอยู่จนถึงปัจจุบัน นั่นคือเรื่องราวของโลกหลังวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่มันเปลี่ยนโฉมหน้าความเป็นอยู่ของมนุษยชาติไปจนหมดสิ้น

ระบบของสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามแต่แนวคิด อุดมการณ์ หรือแม้แต่กระทั่งการใช้ชีวิตที่จากเดิมมันเคยมีความสะดวกสบาย หากแต่เมื่อทุกอย่างมันล่มสลายลง สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีแต่เพียง ‘มนุษย์’ และ ‘สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์’ ที่พวกมันต่างมีแนวคิดและมุมมองที่แตกต่างจากมนุษย์ไปหลายพันเท่า

สิ่งมีชีวิตบางตัวนั้นอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม หากแต่ในบางชีวิตเองก็เลือกที่จะแยกตัวอย่างสันโดษ โดยไม่ได้เลือกที่จะมีส่วนร่วมกับเหล่าผู้คนที่เลือกจะกลุ่มสังคมไปตั้งแต่แรก

สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งสำหรับโลกในยุคหลังล่มสลาย ไม่ใช่การพยายามดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับความโหดร้ายที่มันประเคนเข้ามาหาเรา สิ่งเหล่านั้นล้วนแต่เป็น ‘สิ่งเร้าภายนอก’ ที่เจตนารมณ์ของมันทำให้เราเบี่ยงเบนจากความเป็นจริงที่ว่าตัวเรานั้น ‘ไร้พลัง (Powerless)’ และ ‘ไร้ความหวัง (Hopeless)’ ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันเกิดขึ้น ความคาดหวังในสิ่งที่ดีกว่ากลายเป็นเหมือนความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่พวกเราทุกคนต่างมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน ทว่าสิ่งหนึ่งที่เราแตกต่างกัน คงเป็นวิธีการและเจตนารมณ์ในการเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น โดยที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอาจเลือกใช้ วิธีการ ในแบบที่ตัวเองเชื่อ

และอย่างที่ผมเคยพูดไปในตั้งแต่แรกเริ่ม

 ‘ความเชื่อ (Belief)’ คือสิ่งที่สำคัญ

แม้แต่กับผู้ที่บอกว่าตนเองละทิ้งซึ่ง ‘ความเชื่อ’ ไปแล้วก็ตาม มันยังคงมีส่วนเล็ก ๆ ใต้จิตสำนึกที่พวกเขายังคงมี ‘ความเชื่อ’ อยู่ภายในนั้น (และใช่… มัน เล็กน้อย มากเสียจนคุณอาจคาดไม่ถึงว่ามันสำคัญ)

อย่างไรเองก็ตาม ในรูปของความเชื่อในโลกหลังล่มสลายนั้นมันค่อนข้างที่จะมองหา ‘จุดกึ่งกลาง’ ได้ยากเอาเสียหน่อย ไม่สิ อาจต้องพูดได้ว่าการพยายามมองหาความกึ่งกลางของบางสิ่งบางอย่าง ล้วนเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มันกำลังแบ่งแยกฝักฝ่ายกันอยู่ ณ ภายในเวลาช่วงปัจจุบัน

ความเป็นปัจเจก (Individual)’ ดูเหมือนกลายเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยข้อถกเถียงมากมายอย่างมากในสังคม ประเด็นและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นในมุมมองของ ‘ความคิดเห็นส่วนตัว (Personal Opinion)’ มักจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อมุมมอง ‘ความคิดเห็นโดยรวม (Overall Opinion)’ ของสังคมอยู่ไปเสมอ ในบางครั้งคุณอาจโชคดีที่ความเห็นในมุมมองของตัวเองนั้นมักจะตรงกับความเห็นโดยรวมของผู้คนในสังคม ทว่าในบางช่วงเวลาของชีวิต เมื่อมันมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างเกิดขึ้นหรือสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ มันเข้ามาเยือนหาเรา

ความคิดเห็นโดยรวม’ นั้นมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดและไม่อาจยอมรับมัน…

สังคมที่ล่มสลาย ก็มิต่างจาก ความเชื่อที่ถูกทำลาย

น้อยครั้งมากที่ผู้คนจะตระหนักได้ว่า ‘อดีตอันเลวร้าย’ คือภาพสะท้อนของ ‘ปัจจุบันที่ยุ่งเหยิง’

ความยุ่งเหยิงของโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากความชั่วร้าย

แต่มันเป็น ‘ความไม่เข้าใจ’ ของต้นตอและสาเหตุของความชั่วร้ายเหล่านั้น

และมันถูกทำให้อยู่ในรูปแบบของ 

รัฐบาล (Government)


การรวมตัวของผู้คนหมู่มากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมันไม่ได้มาจากแค่คนหนึ่งคน แต่มันมาจากการที่พวกเราสร้างระบบและระเบียบขึ้นมา โดยมันคือ ‘ความเชื่อ’ ที่เกิดจากหลักปฏิบัติของคน ๆ หนึ่งที่พยายามจะเข้าใจกลไกความเป็นธรรมชาติของโลกใบนี้ที่มันกำลังเป็นอยู่ ณ ยุคปัจจุบัน

คำว่า ‘ปัจจุบัน (Present)’ สามารถตีความได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบทของช่วงเวลาที่เรากำลังอยู่ในตอนนี้ ณ ห้วงเวลาที่คุณยังคงนั่งอ่านบทความในหัวข้อ ‘ตกผลึกทางความคิดผ่านโลกวิดีโอเกม’ หรือแม้แต่ในยามขณะที่คุณกำลังพยายามควบคุมร่างกายตัวเองให้หายใจอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือหิวโหยจนขัดต่อสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด

ผมคงพาออกนอกประเด็นมาอีกครานึงแล้วสินะ xD


เนื้อเรื่องของเกม Fallout มีการกล่าวถึงการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า ‘รัฐบาล’ ได้ค่อนข้างที่จะคลุมเครือสักหน่อย ทว่าอย่างไรเอง สิ่งหนึ่งที่มันอาจพอบอกได้คือการมีอยู่ของมันขึ้นอยู่กับ ‘ฝักฝ่าย (Factions)’ ที่คุณจะเลือกอยู่ ซึ่งในส่วนนี้จะมีความเด่นชัดมากกับในภาค 4 ที่ตัวของพล็อตและเรื่องราวมักจะวนเวียนอยู่กับการ ‘ตามหาลูกที่หายไป’ ซึ่งจะเหมือนกับ Fallout ช่วงยุคเริ่มต้นตั้งแต่ 1, 2 และ 3

ผมไม่เคยเล่นทั้งสามภาคนั้นมาก่อน และคงต้องขอสารภาพตามตรงว่าเนื้อเรื่องของเกมเหล่านั้น หากได้ลองเล่นและสัมผัสด้วยตัวเองจริง ๆ มุมมองที่ผมมีต่อโลกของ Fallout คงอาจเปลี่ยนไปจากความคิดดั้งเดิมที่ผมเคยมอง

อย่างไรเอง เราจะขอวกกลับมาที่ตรงสองภาคหลัก ๆ ที่อยากพูดถึงเสียหน่อยแล้วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งในภาคที่เรียกได้ว่าค่อนข้าง ‘แหกขนบ’ ของเรื่องราวจากภาคที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งในที่นี้ผมกำลังพูดถึง New Vegas

The truth is… the game was ‘rigged’ from the start.

สัมผัสแรกของการเข้าสู่โลกของ New Vegas นั่นคือการที่คุณตื่นขึ้นภายหลังจากการรอดพ้นหลังช่วงเวลาที่ ‘ความเป็นความตาย’ ได้เข้ามาเยือนตั้งแต่จุดเริ่มต้น

บทบาทของคุณนั้นคือ ‘คนส่งของ (Courier)’ ที่มีหน้าที่ในการส่งพัสดุบางอย่างไปให้ถึงยังที่หมาย ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจฟังดูเป็นภาพพจน์ธรรมดาทั่วไปสำหรับการสร้างตัวเอกในโลกวิดีโอเกม หากแต่สิ่งที่ทำให้ตัวละครประเภทนี้มีความพิเศษมากกว่าตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องราวของโลก Fallout นั่นคือ ‘ความเป็นอิสระ (Freedom)’ ที่ไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดใด ๆ ทั้งในการตัดสินใจหรือแม้แต่การเลือกในสิ่งที่ ‘ตัวเอง (ผู้เล่น)’ ต้องการที่จะเป็น

ความดีงามของการเล่นวิดีโอเกมแนวสวมบทบาท ไม่ได้อยู่ตรงที่การเป็นสิ่งที่ ‘สังคม’ กำหนดเราให้เป็น แต่มันคือการมองถึงความต้องการบางอย่างภายในตัวของเรา เติมเต็มในสิ่งที่เราได้ขาดหายหรือถวิลหามันจากก้นเบื้องลึกในจิตใจที่เราไม่เคยเปิดเผยมันออกมา วิวัฒนาการของการ ‘เล่นสวมบทบาท (Role-playing)’ นั้นค่อนข้างที่จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการแสดงละคร ทว่ามันกลับมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยคือการแสดงละครนั้นมีจุดมุ่งหมายในการประกอบกิจกรรมเพื่อเติมเต็ม ‘ความต้องการของผู้ชม’ หรือ ‘เล่นไปตามบทบาทที่ถูกเขียนสคริปต์เอาไว้’

แต่ในทางกลับกัน การสวมบทบาทนั้นจะแตกต่างออกไป จุดมุ่งหมายของมันล้วนสามารถเป็นอะไรไปก็ได้ตามสิ่งที่เราต้องการและกำหนดขึ้นมา คุณไม่จำเป็นในการต้อง ‘ฝืน’ เพื่อที่จะเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่คุณไม่ได้ต้องการให้เป็น แต่มันคือการพยายามมองหาความเป็นไปได้ในการ ‘สร้างตัวตน (Create a Personalities)’ ของตัวเองขึ้นมา โดยไม่ยึดติดอยู่กับเพียงข้อจำกัดหรือกฎเกณฑ์ที่มันมาจากใครคนใดคนหนึ่ง หรือมุมมองที่สังคมต่างล้วนเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน

[ 10 วิธีในการสร้าง Original Character เป็นของตัวเอง ]

[ การสร้าง Original Character ที่ดี ควรเป็นอย่างไร ]

[ Original Character ที่น่าเชื่อถือ ควรเป็นอย่างไร ]

หลากหลายของการสร้างคาแรกเตอร์นั้นอยู่กับมุมมองของตัวผู้สร้างที่ต้องการให้เป็น การกำหนดหลักการใด ๆ ต่าง ๆ ขึ้นมาโดยบอกว่านั่นคือ ‘สิ่งที่ดี’ หรือ ‘สิ่งที่ไม่ควรทำ’ ดูเป็นการสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเองมากเกินไป ไหนจะด้วยการที่ว่าบางครั้งสิ่งเหล่านี้มันก็ฉุดรั้งเพื่อไม่ให้เราได้ลองทำอะไร ‘ใหม่ ๆ’ ดูอีกต่างหาก

อย่างไรเอง ผมคงไม่ปฏิเสธว่าหลักการเหล่านั้นมันก็ชวนพอมีแง่คิดหลาย ๆ อย่างที่ผมพอพยายามทำความเข้าใจได้ว่าในโลกของจินตนาการที่ทุกคน ‘ล้วน’ อยากจะเป็นคนพิเศษ ความปรารถนาในการอยากเป็นคนสำคัญที่สุดในเนื้อเรื่อง ย่อมเปรียบได้ดั่ง ‘ฝันเปียก (Wet Dream)’ ที่พวกเราต่างโหยหา

มันไม่ได้ผิดที่คุณจะมีสิ่งนั้น อย่างไรเองเสีย จงจำไว้เสมอว่า คุณยังต้องตื่นขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิต

Fallout New Vegas ดำเนินเรื่องราวในรูปแบบของเกมแนวสวมบทบาทที่ตัวระบบของเกมมันค่อนข้างมีความร่วมสมัย หากเทียบเคียงกับในภาคก่อนหน้าที่มันอาจมีความเข้าถึงได้ยากกว่าเพราะมีความซับซ้อนของตัวเกมที่ต้องอาศัยการใช้เวลาเรียนรู้และทำความเข้าใจ กระทั่งเมื่อความซับซ้อนเหล่านั้นถูกย่อให้เหลือเพียงรูปแบบความเป็นแนวแอคชั่นมากขึ้น ความลึกของระบบเกมนั้นก็ได้ค่อย ๆ เรือนลางและจางหายไป

หรือไม่… มันก็ถูกแทนที่ด้วย ‘ความเรียบง่าย’ ที่สะดวกต่อการเรียนรู้

เรื่องราวของตัวเกมนั้นล้วนมีการดำเนินไปในรูปแบบการเล่นของแต่ละคน เฉกเช่นเดียวกับจุดจบหรือการทำให้ภารกิจแต่ละภารกิจสำเร็จลุล่วง ซึ่งอาจพอมีบางภารกิจที่มันถูกระบุไว้อย่างตายตัวเพื่อคงให้ความเป็นเกมยังคงมี ‘ข้อจำกัด (Restricted)’ อยู่ในระดับที่ไม่ให้ผู้เล่นรู้สึกว่างเปล่ามากจนเกินไปจนดูเหมือนเป็นเกมแนว ‘กระบะทราย (Sandbox)’ ที่เปิดกว้างในจินตนาการและความเป็นไปได้ของสิ่งที่ผู้เล่นกำลังทำ

Endless Possibilities come with ‘meaningless’

Meaningless come with ‘define’ the ‘valuable things’

and… that was what ‘society’ did to us.


 ‘ความหมาย’ หรือ ‘คุณค่า’ หากไม่นับตามค่านิยมที่มาจากตัวสังคม มันก็มาจากภายในจิตใจและความต้องการของตัวเราเอง โดยทั้งนี้อาจต้องแยกแยะก่อนว่าคำว่า ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ มันไม่ได้หมายถึง ‘ความจำเป็น’ ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเอาตัวรอดในโลกยุคสมัยใหม่ที่ผู้คนมักจะสับสนกันอยู่เป็นประจำ

สิ่งที่เรียกว่า ‘คุณค่า’ เกิดขึ้นได้จากการกระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อะไรก็ตามแต่ที่เราลงมือกระทำและมองเห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นเพียงความหมายส่วนเล็ก ๆ ที่เกี่ยวกับการให้คำนิยามของคำว่า ‘คุณค่า’ ไป อันแล้วแต่ที่ใครจะนึกถึงหรือสร้างมันขึ้นมาจนกลายเป็น ‘นิยาม (Terms)’ ของสังคมไปโดยปริยาย

คุณค่า ผูกโยงเข้ากับ ‘ความร่ำรวย’ และ ‘ความมั่งคั่ง’ = ทุนนิยม

คุณค่า ผูกโยงเข้ากับ ‘อำนาจ’ และ ‘ความมั่นคง’ = อำนาจนิยม

คุณค่า ผูกโยงเข้ากับ ‘ความดีงาม’ และ ‘ศีลธรรม’ = พุทธปรัชญา

เยี่ยม… ในที่สุดก็ผุดอีกหัวข้อนึงขึ้นมาอีกครา xD


และด้วยเหตุนั้น สิ่งที่เรียกว่า ‘ฉากจบ’ ของเกม Fallout จึงเลยขึ้นอยู่กับ ‘การกระทำ’ ของตัวผู้เล่นเองที่มันแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยที่หลายครั้ง ‘ผลลัพธ์ที่ตามมา (Consequences)’ มันเลยแตกต่างไปจากในทุก ๆ รูปแบบการเล่นของแต่ละคน

ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอะไรคือ ฉากจบที่แท้จริง

เฉกเช่นกับการพยายามหาคำตอบว่า สงคราม มันจะจบลงเมื่อไหร่?

คำตอบ’ และ ‘ความหมาย’ ของการมีชีวิตอยู่เลยกลายเป็นสิ่งที่เป็น ‘นามธรรม’ อย่างมากในการพยายามค้นหาพวกมัน สิ่งที่เรียกว่า ‘ความสัมบูรณ์ (Absolute)’ ของโลกหรืออะไรก็ตามที่มันมีความแน่นอนอาจเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะเอื้อมถึง นอกเหนือจากเพียงต้องมุ่งไปยังเส้นทางแห่งความสุดโต่งของบางสิ่งบางอย่าง ที่มันมีความหมายถึงการสร้าง ‘ความขัดแย้ง (Conflict)’ กับสิ่งที่เรามองเห็นว่านั่นคืออุปสรรคที่เราต้องการข้ามมันไป เป็นสิ่งที่พวกเราต่างยินยอมพร้อมใจที่จะสละบางสิ่งบางอย่างเพื่อมัน

หรือไม่ คุณก็แค่ต้องมี ‘ความเชื่อ’ และ ‘จุดยืน’ บางอย่าง

สาเหตุ ๆ หนึ่งของการที่คุณยังคงดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตต่อไปในภายภาคข้างหน้า

นับจากนี้เป็นเวลาอีกห้าปี สิบปี หรือในอีกชั่วโมงถัดไป

ไม่มีใครที่จะรับรู้ ‘ความเป็นจริง’ ของชีวิตได้เท่ากับตัวเราเอง


======================================

ขออภัยเสียเล็กน้อยที่ผมคงไม่ได้มีภาพหรือ Footage เกี่ยวกับประสบการณ์ในการเล่นเกมนี้ให้เห็นสักเท่าไหร่ อันด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ระยะเวลาในการเล่นนานพอสมควร

เรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับโลกของเกม Fallout ค่อนข้างจะมีความคลุมเครือและปริศนาในอีกหลาย ๆ จุด และแน่นอนว่ามันมีโอกาสที่จะสามารถขยายความเป็นไปได้อีกมากมายตามแต่การตีความของแต่ละคน ซึ่งนั่นอาจเรียกว่ามันคือหนึ่งในพลังวิเศษของมนุษยชาติที่พวกเราเป็น นั่นคือ ‘จินตนาการ (Imagination)’

การมีอยู่ของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สามารถที่จะบันดาลสิ่งต่าง ๆ ได้จากความเชื่อและความเป็นไปได้ที่มันมาจากความเบื่อหน่ายในสภาพสังคมที่กำลังอาศัยอยู่ หรือไม่มันก็เป็นการแสดงภาพให้เห็นถึง ‘ความเป็นไปได้ (Possibility)’ ที่ว่าสักวันหนึ่งพวกเราอาจต้องหยิบจับอาวุธเพื่อมาห้ำหั่นกันในอนาคต

อย่างไรเองก็ดี สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งหมดคงล้วนอยู่แต่ ‘มุมมอง’ และ ‘ผลประโยชน์’ ที่พวกเราต่างใฝ่หากัน

ผมไม่อาจมีหน้าที่ในการบอกหรือให้คำตัดสินเกี่ยวกับเรื่อง ๆ นี้ ไม่อาจพูดได้ว่าอะไรคือสาเหตุของสงคราม ความขัดแย้ง และเผลอ ๆ ผมคงไม่อาจใช้คำนิยามว่าตัวเองเป็นผู้ที่ ‘ต่อต้านสงคราม’ มาแต่ไหนแต่ไร

อย่างเดียวที่ผมอาจพอให้คำตอบได้ คงบอกได้เพียงว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น กลไกของธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ที่มันมาจากการกระทำของสปีชีส์พวกเรา โฮโมเซเปี้ยน (Homo sapiens) ผู้มีสติปัญญาและฉลาดล้ำมากที่สุดเกินกว่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลกใบนี้ ณ ในปัจจุบัน

บางทีแล้วพวกเราอาจถูกกำหนดมาให้เป็นเช่นนั้น หรือไม่บางทีเราอาจแค่ต้องใช้เวลาในการพยายามทำความเข้าใจมันอีกนานโข ไม่ก็หากมองในมุมมองของความเลวร้ายอย่างถึงที่สุดที่มันจะเกิดขึ้นได้

พวกเราอาจจำต้องเผชิญหน้ากับ ‘การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction)กันอีกครา

เหมือนครั้งที่อุกกาบาตได้โหม่งลงบนพื้นโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อนหน้านี้...


ขอบคุณที่อ่านจนจบ

ขอให้สนุกกับการเล่นเกมครับ :D


ความคิดเห็น