เรื่องราวในโลกเพ้อฝัน ความอลหม่านที่ต่างหมุนวนรอบตัว และเรื่องราวหลังม่านที่ฉาบด้วยสิ่งที่เรารู้จักกันดี (Sexualization, Chaos Spread & Gooning)
Oh… what am I saying.
Gen Z words isn’t for me, isn’t it?
หัวข้อการสนทนาต่อไปนี้ จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวที่ค่อนข้างเป็นส่วนน้อยที่คนมักจะหยิบมาพูดถึง
อาจพอบอกได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของผู้คนในยุคสมัยใหม่ที่พวกเราต่างมองหาการได้ ‘หลุดพ้น’ จากสิ่งต่าง ๆ ที่คอยสูบเลือดสูบพลังทั้งกาย วาจา และพลังใจ สิ่งที่มันบั่นทอนตัวผมมาอย่างช้านานและดูเหมือนว่าผมเองก็เบื่อหน่ายเต็มทีกับความไร้สาระและไร้แก่นสาร เหล่าพวกผู้ใหญ่ที่แม้จะมีทุนทรัพย์มากมาย แต่กลับไม่เคยนำมันไปใช้เพื่อทำประโยชน์ใด ๆ นอกจากผลาญมันทิ้งอย่างไร้เป้าหมาย
ว่ากันตามตรง การพยายามสะกดจิตตัวเองว่า ฉันยังคงปกติ ไม่ต่างอะไรไปจากการหลอกตัวเองเลยสำหรับผม
ขอโทษล่วงหน้าที่ผมอาจใช้คำพูดรุนแรงเกินไป อาจพูดได้ว่าเพราะที่ผ่านมาตัวผมเองแทบจะไม่ได้พูดคุยหรือสื่อสารกับใครโดยตรงเท่าไหร่ ทำให้ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ต้นปี 2025 จนมาถึงช่วงต้นปี 2026 ผมแทบจะไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับความคืบหน้าในการพยายามทำความเข้าใจ ‘สิ่งนั้น’ สักเท่าไหร่ นอกจากเป็นการทำ Checklists เพื่อสังเกตตัวเองว่ามันดำเนินไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ใช่... ว่ากันตามตรงมันฟังดู บ้า แต่ความบ้านั้นมันมีเหตุผลซ่อนลึกไว้อยู่ภายในนั้น
นับไปจากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มการเขียนบล็อกครั้งแรก ผมคงได้เคยพูดถึงแนวนี้ไปแล้ว ทว่าการจะนำมาเพื่อเจาะลึกถึงมันอีกครั้ง ผมอาจมีความจำเป็นต้องเท้าความสักเล็กน้อยว่าทั้งหมดมันยังเป็นเพียง มุมมองส่วนบุคคล
ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำเช่นนั้น และในทางกลับกัน มันก็ไม่ได้มีส่วนที่ถูกต้องไปทั้งหมด
อย่างไรเองก็ตาม ผมคงน่าจะแก่เกินกว่าทำความเข้าใจถึงกระแสของโลกที่มันผันผวนหมุนวนเปลี่ยนแปลงไป เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวใน วงการนักเขียน ที่ผมยังคงรู้สึกถึง ‘ความแปลกแยก’ อยู่เป็นระยะเวลามากกว่าสิบปี
จากความปลีกวิเวก สู่การที่กลายเป็น ‘คนแปลกแยก’ อย่างถาวรจนไม่อาจบอกความในใจอะไรกับใครได้
แม้จะมีข้อดีคือมันช่วยในการไม่ต้องรับมือกับความเครียดและแรงกดดันที่มากเกินความจำเป็น หากแต่สิ่งที่มันเป็นข้อเสียหลัก ๆ ใหญ่ ๆ มากที่สุด คือการที่ผมไม่รู้สึกถึงการได้เป็น ‘ส่วนร่วม’ ไม่ว่าต่อให้จะไปในวงการไหนก็ตาม กลุ่มไหนก็ตาม ตราบไปจนถึงกระทั่งการที่ตัวเองไม่สามารถพูดได้ว่าในการแสดงออกที่แสนก้าวร้าวและรุนแรง มันสามารถเป็นได้ทั้ง ‘กลไกการป้องกันตัว’ ในรูปแบบหนึ่ง หรือไม่ มันก็เป็นเพียงเพราะผมรู้สึก หงุดหงิด ที่ตัวเองไม่สามารถจะเป็น “คนอื่น” ได้
พวกเราต่างมีความสวยงามและคุณค่าเป็นของตัวเอง
แต่จะมีบางคนที่มี คุณค่า มากกว่าคนอื่นเสมอ
(Credit : Raziz00)
ผมคงกังวลมากไปกับเรื่องนี้ อาจมากเสียเกินกว่าจะตระหนักรู้ได้ว่าจริง ๆ แล้วโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว กลับมีใครบางคนถูกทิ้งเอาไว้อยู่ด้านหลัง
และนั่น… คือปัญหาสำคัญที่มันกำลังเพิ่มพูนกลายเป็น ‘ภาระ’ ให้กับเหล่ากลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น
การแบกรับภาระทางครอบครัว แม้จะเป็นสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนไม่ชอบมากนัก แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอยู่ของพวกเขามันช่วยผลักดันให้ ‘เรา’ เป็น ‘เรา’ ได้ในทุกวันนี้ การได้มีพื้นที่สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์หรือการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากซึ่งความขัดแย้งในด้านแนวความคิดหรือแม้แต่การที่ใครสักคนหนึ่ง จำฝังใจ เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตอันหอมหวานของพวกเขา (ที่มันกลายเป็น ‘ยาขมปี๋’ สำหรับพวกเรา ณ ปัจจุบัน)
อย่างไรก็ดี ผมคงไม่ได้จะมาเพื่อเล่าหรือบ่นระบายในเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสิ่งรอบตัวเองเท่าไหร่ แต่มาเพื่อเปิดประเด็นคำถามแบบสั้น ๆ หากแต่ไม่มีซึ่ง ‘คำตอบ’ ที่ถูกต้อง
จำนวนของ ‘สื่อทางเพศ’ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อ ‘การสืบพันธุ์’ ของประชากรมากแค่ไหน?
จะเกิดอะไรขึ้น หากเพศชายถูกผลักไม่ให้มีการสนใจในเรื่องของการสนใจในเพศตรงข้าม
และมุ่งหน้าเข้าสู่ ‘การพัฒนาตัวเอง’ แบบไม่หยุดหย่อน?
‘วัตถุทางเพศ’ ถือเป็นสิ่งที่ ควรมีอยู่ หรือ กำจัดทิ้ง?
ผู้ชายควรจะรู้สึกผิดหรือไม่ หากพวกเขาอยากจะมีปฏิสัมพันธ์เชิงคำพูดและความสนิทสนมกับเพศตรงข้าม?
(Credit : Zanqi)
เรื่องราวและจุดประกายของการตั้งคำถามชุดนี้ขึ้นมา มีเพื่อจุดประสงค์ทั้งในการสำรวจตัวเอง รวมไปถึงการมองดูภาพโดยรวมของสังคมปัจจุบันที่ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปมากเสียเกินกว่าที่ผมจะคาดเดา
ตลอดทุกครั้งเวลาเมื่อพูดถึง เรื่องทางเพศ หรือ เพศศาสตร์ (Sexology) ผมมักจะอดคิดไม่ได้ถึงการที่ในปัจจุบันสังคมและค่านิยมของสิ่งที่เรียกกันติดปากว่า ‘ความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity)’ กลายเป็นเหมือนสิ่งที่มีไว้เพื่อโจมตีผู้ชาย หรือมันเป็นเพียงคำเรียกที่เปรียบเปรยให้เห็นถึงบริบทของสังคมในยุคปัจจุบันที่อำนาจของผู้ชายมันเริ่มถูก ‘ลดทอน’ ลง จนดูเหมือนกับว่าปัญหาของพวกเขาเหล่านั้นถูก เมินเฉย ไปอย่างดื้อ ๆ
ผมอาจไม่ได้มีความรู้ในศาสตร์ของเรื่องเพศมากเท่าที่ควรนัก อย่างไรเอง ตลอดทุกครั้งที่ผมพยายามทำความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคม ณ ปัจจุบัน การแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาถึง ความเป็นชาย (Masculinity) นั้นไม่ได้มีความหมายในเชิงลบอย่างที่มันเป็น หากแต่เนื่องจากเพราะมันถูกลดทอน ตั้งคำถาม รวมไปถึงยังถูก ‘กดทับ’ ลงด้วยผลจากค่านิยมที่สร้างขึ้น ครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อว่าทั้งหมดเป็นผลมาจากสิ่งที่เรียกว่า ปิตาธิปไตย (Patriarchy) ที่ซึ่งมันมีอยู่จริงในยุคประวัติศาสตร์ในทุก ๆ ที่ หากแต่เรื่องหนึ่งที่มันกลับกลายเป็น ‘ช่องโหว่’ สำคัญที่น้อยคนจะหยิบยกนำมาพูดถึง คือเรื่องของ มาตาธิปไตย (Matriarchy) ที่มันกลับเป็นสิ่งที่สร้าง ‘บาดแผล’ ไปให้ไม่น้อยกับสังคมเช่นเดียวกัน
ในประเทศไทย ถือเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างในเรื่องของเพศสภาพ แม้แต่กระทั่งกับเรื่องของความเชื่ออันหลากหลายที่มันนำมาสู่เรื่องราวการโต้เถียง (Controversy) ที่มันไม่จบไม่สิ้น ตลอดจนไปถึงเมื่อมีเรื่องราวใด ๆ ก็ตามถือกำเนิดขึ้นมาจนมีคนสองฝั่งออกมาปะทะวาจากันอย่างเผ็ดร้อน ราวกับว่าต้องการเอาชนะทางขั้วความคิดที่ผมเองคงตอบให้ไม่ได้ว่า ‘ใครเหนือกว่าใคร’
หากแต่ไม่ว่าจะด้วยเพราะเหตุผลอะไร เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งแนวคิดของคนที่เข้าข้างผู้ชาย และคนที่เข้าข้างทางฝั่งผู้หญิง ทุกสองข้างฝั่งนั้นล้วนมักจะแอบแฝงไว้ด้วยมวลความน่าอึดอัดที่ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยว
หากจะให้พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ทั้งสองฝ่ายต่างล้วนมองเห็นในมุมมองที่แตกต่างกัน แม้พวกเราจะมีชนชาติเดียวกัน แต่พวกเรากลับเกิดและเติบโตในสถานที่ ๆ แตกต่างกัน เวลา สถานที่ ปีที่เกิด หรือไล่ยาวไปจนถึงสังคมรอบตัวที่มันเปลี่ยนแปลงเราไปทีละเล็กน้อย จนกว่าจะรู้ตัวอีกที ความเกลียดชัง ก็ได้เข้ามาทักทายเราถึงที่หน้าบ้านไปแล้ว
และแน่นอนสำหรับผม นั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
อาจต้องเรียกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น จริงอยู่ว่าในแง่ของปัญหาที่มันคาราคาซังที่เกิดขึ้นมากมายและเป็นเวลาอย่างยาวนาน อาจมีคนบางส่วนมีความคิดเกี่ยวกับการจัดการแบบ ถอนรากถอนโคน อย่างไรเองเสีย ต้องอย่าลืมว่ารากฐานสำคัญของโลกใบนี้ที่มันเกิดขึ้น ล้วนมาจากการที่คนทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน แม้ว่าต่อให้ที่ผ่านมามันจะเกิดเหตุการณ์เรื่องร้ายต่าง ๆ นานาอันบั่นทอนจิตใจของเราให้ตกลงสู่ห้วงความมืดมิดไปโดยก็ตาม
ผมว่าผมคงจะออก ‘นอกทะเล’ ไปไกลเสียหน่อย
ขอโทษด้วยที่เราควรกลับวกมาถึงเรื่องเดิมกันอีกครั้ง
<<<
ความอลหม่านที่แพร่กระจายออกไป (Chaos Spread) ส่งผลต่อมุมมองการมองโลกและสังคมรอบข้างของพวกเราไปทุกคน แน่นอนว่ามันคงไม่ง่ายนักสำหรับการเป็น คนมองโลกแง่ดี (Optimist) จะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ หากเราอยู่ท่ามกลางความเลวร้ายของสิ่งรอบตัวที่มันบั่นทอนและกดดันเรา ทำให้เราไขว้เขวต่อสิ่งที่ตัวเราเองเชื่อมัน จนกระทั่งในที่สุดมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเราไปอย่างไม่รู้ตัว
ตลอดเวลาของการนึกภาพถึงอนาคตอันใกล้ที่มันกำลังเกิดขึ้น เราไม่อาจรับรู้ได้ถึงความเป็นไปได้หรือสิ่งที่มัน ‘อาจจะ’ เกิดขึ้น นอกจากเพียงแสดงออกต่อความกังวล รวมถึงการเรียกร้องต่อเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายแหล่ที่ไม่ได้มองเห็นถึงผลเสียที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่ใหญ่มากขึ้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ควรมาพร้อมกับการคาดการณ์ถึง ‘ความเป็นไป’ ในทุกเส้นทาง โดยควบมาพร้อมกับ วิสัยทัศน์ (Vision) ที่ไม่ใช่แค่เพียงรักษาภาพลักษณ์ภายในประเทศ แต่ยังมองไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ คุณภาพประชากร (Population Quality) อันแสดงออกถึงความมั่นใจต่อสายตาของผู้คนภายนอกที่เขาไม่ได้รับรู้สิ่งใด ๆ นอกเหนือไปจากขอบเขตของปัญหาที่พวกเขามองเห็น
การจัดลำดับความสำคัญ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยหลักสำคัญ
รองลงมา คือการมองหาถึง ‘ความรู้’ และ ‘ความเข้าใจ’ ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
อย่างไรเองก็ตาม ความรู้ที่ดีและจำเป็นมันล้วนมีความแตกต่างกันเสมอ ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนัก ซึ่งถ้าหากให้ย้อนไปพูดถึงมันก็ดูคงหนีไม่พ้นกับเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งภาพเหล่านี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อคุณใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางต่างจังหวัดกับภายในเมือง
และใช่… ผมพาออกไปนอกทะเลอีกครา…
<<<
กลับมายังสู่หัวข้อเดิม (ในรอบที่สอง) กันอีกครั้ง…
เป็นระยะเวลากว่าสักพักใหญ่แล้วที่ผมได้รู้จักกับคำศัพท์คำหนึ่ง ความหมายของมันเดิมทีมันเป็นคำที่กล่าวถึงคนจำพวก ๆ หนึ่งที่มีลักษณะนิสัยไปทางชั่วร้าย โดยมากจะเกี่ยวข้องกับคนที่มีพฤติกรรมอัน ‘ไม่พึงประสงค์’ ต่อตัวสังคมรอบข้างมากเท่าไหร่
หนึ่งในคำ ๆ นั้นถูกเรียกว่า ‘กูน (Goon)’
‘กูน (Goon)’ โดยตัวความหมายดั้งเดิมนั้นก็เป็นอย่างที่ผมบอกไปข้างต้น อย่างไรก็ตาม บริบทของคำ ๆ นี้กลับเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่แตกต่างไปมากกว่านั้น ซึ่งมันคือเหตุผลทั้งหมดสำหรับในบล็อกนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงสิ่งที่มันหลบซ่อนอยู่ภายในซอกลืบของโลกอินเทอร์เน็ต ๆ แห่งหนึ่ง อาจไม่ได้เป็นถึงขั้นลัทธิหรือความเชื่อใด ๆ หากแต่มันมีความหมายเชิงส่อไปในเรื่องเพศที่หากตีความหมายไป มันหมายถึงการพยายามอดกลั้นที่จะไม่ ‘เสร็จ’ หรือเลือกที่จะ ‘เสร็จ’ ต่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเร้าอารมณ์กระตุ้นทางเพศของเรา
กูนนิ่ง (Gooning)
โดยไม่อาจทราบถึงรายละเอียดว่าใครนั้นริเริ่มการใช้คำ ๆ นี้เป็นครั้งแรก หากแต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการที่คำ ๆ นี้มันถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากในสังคมโซเชียลมีเดีย ณ ปัจจุบัน นั่นคือการ ‘กูนนิ่ง’ เป็นพฤติกรรมของการแสดงออกถึงความหมกมุ่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะเวลานาน หรืออาจเรียกได้ว่ามันเป็นการพยายาม ‘ฝึก’ ความอดทนของเหล่าท่านชายทั้งหลาย (โดยเฉพาะกับในสังคมของเหล่าเพศทางเลือกหรือเกย์เป็นต้น)
อย่างไรก็ดี คำและความหมายของมันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กับเพศชาย หากแต่สำหรับเพศหญิงเองก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน
พูดอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าใจกันได้กว้างมากขึ้น กูนนิ่ง ถือเป็นคำศัพท์ที่มีความหมายคล้ายคลึงกับการ ‘เอดจ์จิ้ง (Edging)’ ที่ตัวมันเองคือการพยายามไต่ไปให้ถึงจุดสุดยอด ก่อนที่จะกลับมาตั้งหลักเข้าสู่สภาวะของการกลับไป ‘หมกมุ่น’ อยู่กับสิ่ง ๆ นั้นเหมือนเดิม โดยพยายามที่จะไม่ ‘เสร็จ’ ออกมา และทำเช่นนั้นวนเวียนกลับไป
ทั้งสองต่างมีความหมายเดียวกัน
หากแต่สิ่งที่ทำให้คำว่า Goon โดดเด่นมากกว่า Edge
คือช่วงเวลาระหว่างที่สภาวะทั้งสองมันดำเนินไป
หากไม่นับไปถึงเรื่องราวทางเพศ พฤติกรรมของการพยายาม ‘ยืดเยื้อ’ เพื่อไม่ให้ไปในสู่เส้นทางความสำเร็จนั้น ก็มีความรู้สึกคล้ายกับความสามารถที่เรียกวา “ความอดทนรอคอย (Delayed Gratification)” อันถือเป็นความสามารถที่เกิดขึ้นจากการพยายามยับยั้งชั่งใจสัญชาตญาณหรือพฤติกรรมบางอย่างอันไม่พึงประสงค์ต่อสังคม แน่นอนว่า ความพึงพอใจ (Gratification) ของมนุษย์แต่ละคนล้วนมีบรรทัดฐานที่แตกต่างกัน การไปให้ถึงจุดมุ่งหมายที่ตัวเองต้องการก็ล้วนไม่ต่างอะไรจากการที่เรากำลัง กูนนิ่ง เพื่อจะไปให้ถึงจุดที่เราสามารถแสดงความอิ่มเอมใจได้อย่างเต็มภาคภูมิ
หากแต่… ถ้ามากเกินไป มันก็อาจส่งผลที่ไม่ดีได้ต่อทั้งร่างกายและจิตใจเช่นเดียวกัน
Enough for sexology session
Let’s get back to our conversation
ผมจะทิ้งในส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมแบบคร่าว ๆ สำหรับใครก็ตามที่อยากทราบความหมายและที่มาที่ไประหว่างเรื่องราวและบริบทของคำว่า Gooning และ Edging โดยคุณสามารถที่จะกดเข้าไปอ่านภายในลิงก์ที่แปะอยู่ด้านขวามือตรงนี้
>>> Gooning
>>> Edging
สรุปสุดท้ายจากหัวข้อทั้งหมดที่ผมกล่าวมาทั้งหมด อาจเรียกได้ว่าการใช้เวลาหมกมุ่นไปกับบางสิ่งบางอย่าง ดูจะเป็นหนึ่งใน ‘รูปแบบชีวิต (Lifestyle)’ ที่มันได้แพร่หลายกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นในสังคมของผู้คนในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่ามันมีทั้ง ‘ผลเสีย’ และ ‘ผลดี’ หากว่าความหมกมุ่นบางอย่างมันนำพาให้เราเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การพัฒนาตัวเอง (Self-Improvement)’ ขึ้นมาได้ อย่างไรเองผมคงต้องกล่าวเตือน รวมถึงบอกกล่าวเพื่อปรับความเข้าใจว่าการพัฒนาตัวเองให้ดีได้นั้น คุณควรจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ ที่สำคัญควรตั้งอยู่พื้นฐานของ ‘ความเป็นไปได้ (Possible)’ โดยที่อาจชั่งน้ำหนักระหว่างการ ‘ผ่อนหนัก’ และ ‘ผ่อนเบา’ และปรับศูนย์กลางของมันให้ดีตามแต่ที่สังขารของแต่ละคนจะสามารถทำได้
ควรหาคำตอบและตั้งคำถามกับตัวเองให้ได้ถึงจุดประสงค์ของการพัฒนาตัวเอง
เฉกเช่นเดียวกับควรเรียนรู้ และยอมรับถึงความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าได้ลืมเสมอว่าในทุกช่วงเวลาของการพัฒนาตัวเอง ย่อมมีอุปสรรคขวางกั้น และมักมีโอกาสในการเผชิญหน้ากับ ‘ความล้มเหลว (Failure)’ ได้มากกว่า ‘ความสำเร็จ (Success)’ อยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ในทุกความพยายามที่มันจะสัมฤทธิ์ผล และผลลัพธ์ของความพยายาม ก็ไม่อาจการันตีได้ถึง ‘ความสำเร็จ’ โดยเสมอไป
จงดื่มด่ำกับ ณ ห้วงเวลาระหว่างที่ความพยายามกำลังมุ่งหน้าพาไป
แต่ก็ไม่ควรลืมที่จะเรียนรู้วิธีการ ‘เสร็จสม’ ให้กับตัวเอง
ปลดปล่อยราคะร้อนนั้นออกมาจากลำแกร่ง
ยินดีและพึงพอใจกับอารมณ์ช่วงนั้น เก็บเกี่ยวมันตราบเท่าที่เราจะรับไหว
ก่อนที่จะกลับไป ‘ตั้งหลักใหม่’ อีกครั้ง
เข้าสู่กระบวนการ Gooning ไปอีกครา
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
ขอให้สนุกกับการใช้ชีวิตในปี 2026 ครับ :)
(Credit : Diao_Guo_yu)








ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น