ความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และเรื่องราวอันไม่น่าอภิรมย์ในโลกอินเทอร์เน็ต (Cyberbully & Unpleasant Things)

 

สวัสดีปี 2026 หรือถ้าเรียกให้ถูก มันคือ ‘ปีม้า’

ช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างถือว่าเป็นปีอันหนักหน่วงมากสำหรับใครหลายคน และแน่นอนว่าถ้าหากให้พูดถึงภาพโดยรวมของมัน อาจเรียกได้ว่ามันเป็นปีอะไรที่ค่อนข้างจะ เลวร้าย โดยเฉพาะถ้ามองข้ามในส่วนของเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งไป

มีทั้งเรื่องที่ใกล้ตัวก็ดี หรือแม้แต่กับเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ซึ่งมันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากแต่ผลลัพธ์ของมันกลับเรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรจากการ ‘เลียนแบบมนุษย์’ ให้ได้มากที่สุด หรือหากพูดให้ถูกในอีกความหมายหนึ่งคือสิ่งที่มันกำลังทำอยู่ไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้น แต่กลับเป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดมาดัดแปลง ตัดต่อ ผสมผสาน และก่อให้เกิดกลายเป็น ‘ชิ้นงาน (Products)’ ที่ไม่ได้แสดงออกถึงความสร้างสรรค์หรือแนวคิดเบื้องหลังอะไรออกมา

หนำซ้ำ ยังพ่วงมาด้วยปัญหาที่ต่างเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ของผู้สร้างสรรค์ถึง ‘ความเหมาะสม’ และ ‘ขอบเขต’ ที่ไม่ว่าต่อให้คุณจะใช้มันหรือไม่ใช้มัน การต้องออกมา Call out เพื่อบอกถึง จุดยืน ในเรื่องนี้ก็เป็นอะไรที่ชวนให้น่าลำบากใจพอ ๆ กัน

หากแต่ผมคงไม่ได้จะมาพูดถึงเรื่องนี้ แต่กลับเป็นอีกเรื่อง ๆ หนึ่งที่คิดว่ามันเป็นส่วนเล็ก ๆ ในวงการของผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เรียกกันติดปากว่า ‘นักวาด (Artists)’ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับกลุ่มโดยรวมของผู้ที่สิงอยู่ในวงการนี้เป็นสำคัญ หากแต่ครั้นจะพูดถึงแค่วงการนี้แค่อย่างเดียว ก็ดูจะเป็นการ ‘เจาะจง’ มากเกินไป เพราะถ้าหากว่ากันตามตรง เรื่องราวของการ รังแกในโลกออนไลน์ หรือไปจนถึงสิ่งที่เรียกว่า การแบล็คลิสต์ (Blacklist) ไปจนถึงการ แขวนประจาน เอง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่ารุนแรงไปไม่น้อยกว่ากัน

บล็อกเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ผมได้พูดถึงเรื่อง ๆ นี้ในช่วงเวลาก่อนที่ตัวผมเองจะได้ทราบเข้าถึงเรื่องราวความเป็นไป ณ อีกสถานที่หนึ่งที่มันเรียกว่า เฟบุ๊ก และใช่… ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นตั้งแต่แรก

เรื่องราวนี้มันเกี่ยวข้องกับนักวาดรายหนึ่ง ประวัติของเธอเป็นใครอาจไม่ใช่เรื่องที่ผมให้ความสนใจ และหากว่ากันตามตรงผมเองก็เคยได้ยินเกียรติศัพท์เกี่ยวกับ เรื่องราวในมุมมืด นี้มาได้แล้วในระยะเวลาพักใหญ่ อาจนานกว่าหลายปี หรือไม่ก็ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเกือบแปดปีหรือเร็วกว่านั้น ยุคสมัยเมื่ออำนาจทางกฎหมายไม่สามารถมอบความยุติธรรมให้กับผู้กระทำผิดได้อย่างมากเพียงพอ จนสุดท้ายมันก็นำไปสู่ การล่าแม่มด และ การแขวนประจาน ด้วยการแปะป้ายว่า #เตือนภัย แทน

แน่นอนว่าผมคงไม่มีปัญหาอะไร หากเจตนาของคำว่าการ ‘เตือนภัย’ นั้นเป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วน และเป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวของ ‘ผู้บังคับใช้กฎหมาย’ ที่ไม่ใช่เป็นแค่เพียงประชาชน แต่เป็นผู้ทำหน้าที่ตรงนั้นโดยเฉพาะ

ทว่า… หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น ในหลายกรณีของสิ่งที่ผมเห็นมันกลับไม่ใช่แบบนั้น…

มันไม่เคยมีอยู่…

ทุกคนล้วนอยากเป็น ‘ศาลเตี้ย’ ในโลกที่ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่หาได้ยาก

เราสะใจกับการเห็นใครสักคน ‘ถูกประหาร’

มากกว่าที่เราสะใจเมื่อการกระทำมันได้ ‘คืนสนอง’ ต่อตัวผู้กระทำไปซะเอง

และนั่น… คือสิ่งที่น่ากลัว

 


อาจพูดได้ว่าการพิพากษาที่เลือดเย็นที่สุด ไม่ได้มาจากตัวของ ‘อำนาจศาล’ แต่กลับเป็น ‘ผู้คนในสังคม’ ที่ล้วนแต่ถูกชักจูงไปในทางตาม ๆ กันมาโดยน้อยคนจะกลับมาฉุกคิดถึงสิ่งที่พวกเขาได้เห็น

ลำพังกับเรื่องราวของการลงโทษทางสังคมนั่นก็เลวร้ายเกินพอแล้ว หากแต่สิ่งที่มันทวีคูณมากกว่าหลายเท่ากลับคือการที่มันข้องเกี่ยวกับ ‘ชีวิต’ ของคนผู้หนึ่ง เราไม่มีวันอาจรู้ได้ว่าคำพูดที่เราแสดงออกมา ข้อกล่าวหาต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่ตัวของผู้อ้างตัวว่าตนคือ ‘ผู้ผดุงความยุติธรรม’ ได้กระทำบางอย่างด้วยการ ‘กระชากหน้ากาก’ ของใครคนหนึ่งออกมา คาดหวังในการเปิดโปงความโสมมของคน ๆ หนึ่งเพื่อไม่ให้มีใครหลงเข้าไป โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นของพวกเขา มันไม่ต่างจากการที่พวกเขาพยายาม ‘ปกปิดความโสมม’ ของตัวเอง และบ่ายเบี่ยงในเรื่องที่พวกเขาเคยกระทำมาก่อนหน้านี้โดยไม่ให้มีใครจับพิรุธได้

ความบริสุทธิ์’ ที่ถูกฉาบด้วย ‘คำลวงหลอก’

ความสกปรก’ ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด

พวกเราอาจคิดว่าตัวเองคือ ‘ความยุติธรรม’

แต่ในความเป็นจริง…

พวกเราคือ ‘สิ่งไร้ค่า’ และ ‘ไร้ราคา’

ผลผลิตของความชั่วร้ายทั้งปวงที่มาจากการดิ้นรนอย่างทรหด

การเอาชีวิตรอด ที่เป็นมากกว่าแค่เพื่อให้ ‘อิ่มท้อง’ แต่เพื่อ ‘พัฒนาการไปข้างหน้า’

อย่างไม่มีวันหวนกลับ หรือจมปลักอยู่กับที่ได้…

ผมคงตอบไม่ได้ว่าเรื่องราวเช่นนี้มันจะดำเนินไปในทิศทางไหน และจบลงด้วยวิธีการอะไร

การผลักดันความเป็นมนุษย์ในยุคสมัยที่ผู้คนกำลังถดถอยลงด้วยสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น นับเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง พวกเราอาจคงต้องกระทำการ ‘อัตวินิบาตกรรม’ ตัวเองเข้าในสักวัน สงคราม ความขัดแย้ง การเข้าใจผิด หรือแม้แต่เรื่องราวที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของศิลปิน อาจเรียกได้ว่า ความเลวร้าย ของพวกเรามันฝังอยู่ใน ‘ยีนต้นกำเนิด’ หากแต่การพิจารณาว่าสิ่งไหนนั้นดี สิ่งไหนนั้นไม่ดี อาจต้องขึ้นอยู่กับว่ามันส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพสังคม สภาพแวดล้อม หรือลึกลงไปจนถึง สัญชาตญาณ ที่มันเป็นเหตุให้พวกเรายังต้องทนทุกข์อยู่ร่ำไป


Something something, found out & get lost
(no, this is NOT right, don't be this guy, okay?)

ผมไม่อาจเข้าใจได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำไมผู้คนถึงมักตกหลุมพรางในความคิดที่ว่า “การประจาน = การเตือนเพื่อความหวังดี” ทั้งที่เจตนาของการกระทำเช่นนั้นมันมีความหมายในแง่ลบไปแล้วตั้งแต่แรก ไม่สำคัญว่าความต้องการนั้นจะเพื่อการ เตือนภัย ก็ดี หรือแม้แต่กระทั่งทำเพื่อ ขับเคลื่อน บางอย่างเพื่อให้วงการ ๆ หนึ่งมีทิศทางไปทางบวกมากขึ้น หากแต่ยิ่งผมเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในจำนวนมากมายเท่าไหร่ ความรู้สึกที่ผมมีต่อวงการผู้สร้างสรรค์ก็ยิ่งลดน้อยถอยลงไปมากขึ้นเท่านั้น

อาจเรียกได้ว่ามันเป็นอีกเหตุผล ที่ผมยอมที่จะ ละทิ้ง ตัวตนอันไม่น่าพิสมัยในช่วงอดีตไป

และพยายามในการเป็น คนที่ดีกว่า ในทุก ๆ วัน

ความผิดบาปที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้

แม้นมิอาจ ‘ชำระล้าง’ ให้หายออกไปจนหมดจด

กระนั้นเอง ครั้นจะน้อมรับ ‘ความบริสุทธิ์’ อันปนเปื้อนด้วย ความจริงที่ถูกบิดเบือน

ก็คงไม่อาจรับไว้ได้อย่างเต็มใจนัก

ความไม่น่าอภิรมย์นั้นล้วนมีอยู่มากมายในช่วงปีที่ผ่านมา และถ้าหากจะให้พูดถึงสิ่งเหล่านั้นแล้วก็คงเรียกได้ว่ามันอาจเป็นการเปิดศักราชใหม่ที่ไม่ค่อยดีนัก (แม้ว่ามันจะเป็นแบบนี้มาอยู่แล้วตั้งแต่ต้น)

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การตกผลึกทางความคิดของผมมันเกิดขึ้นอยู่นับครั้งไม่ถ้วน และโดยส่วนใหญ่มันมักเกี่ยวข้องในเรื่องของความคิดของผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตจำนวนมากมาย ซึ่งหากจะให้วิจารณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายตรงนั้นไปแล้ว ผมคงอาจพูดได้ว่ามันค่อนข้างน่าหงุดหงิดมากที่ผมอยากจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น

ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจะเป็นคนที่ โมโหง่าย เท่ากับช่วงเวลาในปีที่ผ่านมา

 

อาจพูดได้ว่าส่วนหนึ่งมันเป็น ข้อดี และ ข้อเสีย ที่ส่งผลต่อการทำงานเขียนในแต่ละครั้ง

การทุ่มเทลงไปกับการทำบางสิ่งบางอย่างโดยไม่มีใครมองเห็น มุมหนึ่งเองมันไม่ใช่เรื่องย่ำแย่ แต่ก็คงเป็นปกติทั่วไปที่เราต่างคาดหวังในการต้องการให้ ‘โลก’ มองเห็นเราตรงนั้นในสักครั้ง ยิ่งในยุคสมัยที่พวกเราต่างเชื่อมต่อถึงได้แค่ปลายนิ้ว เราสามารถที่จะส่งข้อความไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว เพียงจรดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์หรือแป้นสัมผัสไปได้เพียงไม่กี่นาที หรือหากให้สะดวกมากกว่านั้นคือตอบโต้กันด้วย เสียง และ ภาพ ที่สามารถแทนความรู้สึกได้หลากหลายอย่างที่มนุษย์ต้องการจะสื่อสารออกมา

หากแต่มันคงเป็นอะไรที่จืดชืดและเต็มไปด้วยปัญหามากมายน่าดู ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ไปเสียหมด ()

Anyways, enough of ‘yapping’ session.

Why don’t you sit back here and relax with me?

Sometimes, all we gotta do is to just let it go.


ยินดีต้อนรับสู่ศักราชใหม่

ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนครับ 

 :)


ความคิดเห็น