นิยามของความเป็นปีศาจในรั้วโรงเรียน และภาพสะท้อนของความรุนแรงในสังคม (Mass Shooting)
สัญญาณเตือนแรกได้ดังขึ้นแล้ว
มันเกิดขึ้นมานาน ยามเมื่อชนวนของระเบิดทำงาน จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งไว้ได้อีก
และในตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน
เพื่อที่ก่อนจะไปยังประเด็นอื่น ๆ ที่มันข้องเกี่ยวกับ ‘ความละเอียดอ่อน’ ในเรื่องราวประเด็นชวนน่าขบคิด ผมอยากจะขอกล่าวคำทักทายและสอบถามถึงสุขภาพกายและสุขภาพใจของพวกคุณก่อนเป็นอย่างแรก
สบายดีหรือไม่? ชีวิตไม่ได้ทำร้ายคุณหนักไปนะ?
ขอโทษที ผมคิดว่าผมควรจะปลอบประโลมจิตใจของพวกคุณ
แต่ผมไม่อาจทำได้จริง ๆ
และเฉกเช่นเคย ผมคงจะไม่บอกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ผ่านมาในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปี 2026 นั้นมันเกิดอะไรขึ้น ทว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกคุณเองคงทราบกันดีถึง ความสะเทือนขวัญ อันเป็นผลพวงจากการที่พวกเราต่างละเลยในการให้ความใส่ใจ แม้กระทั่งกับความต้องการทางอารมณ์หรือการรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างที่มันส่งผลต่อตัวของคน ๆ หนึ่งไปตั้งแต่แรก
อันที่จริง… การปฏิบัติตัวของผู้คนในสังคมทุกวันนี้ ล้วนไม่ต่างจากการที่เราเก็บงำ ‘ความเป็นพิษ’ ภายในใจ และไม่ได้นำออกมาเพื่อพูดคุยหรือเปิดเผยถึงสิ่งที่พวกเราเจอกันได้อย่างสบายใจนัก
อาจฟังดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดใจสักหน่อย หากแต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมค่อนข้างที่จะตระหนักถึง เหตุการณ์เช่นนี้ ว่ามันจะเกิดขึ้น จริงอยู่ที่หากมองในเชิงของตรรกศาสตร์แล้ว การที่คน ๆ หนึ่งจะสามารถก่อเหตุคดีสะเทือนขวัญได้ย่อมแสดงว่าเจตนารมณ์ของคนผู้นั้นเองคงมีความต้องการในการกระทำสิ่งนี้มาโดยตั้งแต่แรก หรือหากให้อธิบายอีกอย่างชัดเจน ทุก ๆ เหตุการณ์ที่ล้วนเหมือน ฟางเส้นสุดท้าย โดยมากมักเริ่มต้นมาจากจุดเล็ก ๆ ที่ผู้คนเลือกที่จะมองข้ามหรือไม่สังเกตเห็น
หลายครั้งการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘สาเหตุ’ และ ‘ที่มาที่ไป’ อันชัดเจน
ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า ‘การมองหาความผิด’ จากใครหรืออะไรบางอย่าง
โดยเฉพาะถ้าหากเหตุการณ์ ๆ นั้น มันส่งผลต่อ ความเป็นอยู่ และ ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของผู้คนในสังคม
ความวิกลจริตนั้นอาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว
แต่ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่า ‘การละเลย’ และ ‘เมินเฉย’
ต่อความวิปลาสและความบิดเบี้ยวในจิตใจอันบอบช้ำ
ไม่ว่าต่อให้มันมาจากอะไรไปก็ตาม…
เพื่อที่จะไม่ให้ถือเป็นการชี้นำหรือบอกกล่าวมากเกินไป หากแต่เรื่องหนึ่งที่ผมอาจจำเป็นต้องขอแปะ คำเตือน เอาไว้อย่างตัวหนา ๆ นั่นคือทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงนั้นคือ ‘มุมมองความเห็นส่วนตัว’ ที่มาจากการกลั่นกรองและไตร่ตรองมาอย่างระมัดระวังมากที่สุด และอาจต้องขอชี้แจงมาโดยล่วงหน้าว่าตัวผมเอง ไม่สนับสนุน การใช้ความรุนแรงในเชิงของการทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา หรือแม้แต่เป็นการชี้นำต่อสิ่งที่มันเกิดขึ้น
ความรุนแรง เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่
โดยเฉพาะสถานการณ์ในโลกที่มันกำลังปั่นป่วนอยู่ในตอนนี้
อย่างไรเอง เรื่องที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ค่อนข้างเป็นหัวข้อที่มี ‘ความละเอียดอ่อน’ ในระดับสูง และเพื่อไม่ให้มันเป็นการมองว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นเพียงการ ‘ชี้นำ’ ไป ฉะนั้นแล้ว ผมอาจมีความจำเป็นต้องขอติดป้าย คำเตือน ตัวหนา ๆ รวมไปถึงขอให้ใช้วิจารณญาณเป็นอย่างสูง เหตุผลเพราะว่ามันอาจเป็นสิ่งที่มีความกระทบกระเทือนต่อใครก็ตามที่ครั้งหนึ่งเคยประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายแนวนี้มาก่อน
หากว่าสภาพจิตใจยังไม่พร้อม คุณสามารถรับชมวิดีโอตามด้านล่างนี้ได้
เริ่มเข้าสู่เนื้อหาของบทความใน
3
2
1
…
ในช่วงเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างจะมีเรื่องราวให้พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง และแน่นอนว่าโดยปกติแล้ว หากว่าถ้านั่นเป็นเพียงแค่ ดราม่าบนโลกอินเทอร์เน็ต ผมก็คงจะไม่เสียเวลามาเขียนบล็อกนี้ตั้งแต่แรก ทว่าอย่างไรเอง ดูเหมือนว่าในเรื่อง ๆ นี้ผมมีความจำเป็นอยากจะพูดถึงมันเสียหน่อย เนื่องจากมันข้องเกี่ยวกับเรื่องที่มักจะถูกโยงเข้ากับสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ดูจะไม่มีความข้องเกี่ยวกับ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในชีวิตจริงเลยแม้แต่นิดเดียว
เกมกับสังคมไม่ได้ขัดแย้งกัน เพียงแต่สังคมยังเยาว์วัยเกินกว่าจะเข้าใจ
- ชุดนอน ขอรบกวนทั้งชุดนอน
‘อาชญากรรม’ ถือเป็นสิ่งที่สามารถเห็นได้ทั่วไป หากแต่ระดับของความรุนแรงมันจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนและสังคมต่างเลือกที่จะเมินเฉย และทำมันราวกับว่าเป็นเพียงสิ่งที่เห็นได้อย่างชินตาในชีวิตประจำวัน
นิยามของคำว่า ‘อาชญากรรม’ แน่นอนว่าหากเป็นความหมายโดยทั่วไป นั่นหมายถึงการกระทำใด ๆ ก็ตามที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือสร้างความเดือดร้อนต่อสังคมโดยรวม ซึ่งสำหรับกรณีในเรื่องของการ กราดยิง (Mass Shooting) เองก็ถือว่าเข้าข่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาข่าวนั้นผมจะไม่ขอนำมาเพื่อพูดถึง หากแต่อย่างไรเอง นี่ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเศร้า ความน่าหดหู่ของการที่คน ๆ หนึ่งเลือกที่จะกระทำการอันเหี้ยมโหดและไร้มนุษยธรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ผมเองมีความเห็นไปในเชิงเดียวกับที่สังคมคิด จุดหนึ่งที่อาจแตกต่างกันเสียเล็กน้อย นั่นคือผมพยายามที่จะวิเคราะห์ถึงสาเหตุและแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ มากเสียกว่าจะแสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อผู้เสียชีวิต แม้แต่กระทั่งในช่วงที่ตัว ‘ผู้ก่อเหตุ’ เองก็ได้กระทำการ อัตวินิบาตกรรม ของตัวเองไปเช่นเดียวกัน
เป็นเรื่องที่พูดได้ยากว่าปมเหตุของผู้กระทำนั้นมาจากไหน และผมเองคงจะไม่ขอพูดถึงมันไปให้ยืดยาวมากกว่านี้ เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นค่อนข้างส่งผลกระทบต่อตัวของสังคมในประเทศไปพอสมควร
ในส่วนของการถูกโยงว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมาจากเรื่องของ วิดีโอเกม เกรงว่าผมคงต้องข้ามไป เพราะมันไม่เคยมีน้ำหนักมากเพียงพอจะน่าเชื่อถือ :)
ทว่าหากเป็นในเรื่องของแนวโน้มของผู้ก่อเหตุที่มันจะมาจากเรื่องภายในครอบครัว นั่นก็อาจพอยังมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับหนึ่ง
การเมินเฉยต่อ ‘ความเงียบงัน’ หลายครั้งมันเป็นได้ทั้ง ‘คำเตือน’ และ ‘สัญญาณ’
ทว่าในคราวเดียวกัน…
มันก็อาจเป็นได้ทั้ง
การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ที่ใครคนหนึ่งจะไม่ ‘หันหลัง’ กลับมาอีก…
ผมขออนุญาตวกกลับมาอีกครั้งในเรื่องของหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวในโรงเรียนกันบ้าง
หนึ่งในสถานที่สำคัญ รองลงมาจากสถาบันครอบครัว ซึ่งแน่นอนว่าเนื่องด้วยเพราะมันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวกับใครหลายคน (และผมเชื่อว่า ‘เปอร์เซ็นต์ส่วนหนึ่ง’ ที่กดเข้ามาอ่านในบล็อกนี้ ต้องมีใครสักคนเป็น ‘นักเรียน’ หรือ ‘นักศึกษา’ อยู่ภายในนี้อย่างแน่นอน)
แต่เพื่อที่มันจะยังเข้าข่ายกับอารมณ์ความจริงจังอยู่สักหน่อย ผมอาจมีความจำเป็นต้องพูดว่าครั้งหนึ่งผมเคยมีความคิดเช่นนั้น ทว่าอาจจะมีเป้าหมายที่แน่ชัดมากกว่า…
และที่สำคัญ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง หากแต่มันคือความพยายามในการอยากจะ ‘กำจัด’ ปัญหาที่มันคาราคาซังทั้งหมดออกไป แม้ว่านั่นอาจมาพร้อมกับ ความผิดบาป ที่ต้องแบกรับไปตลอดทั้งชีวิตก็ตาม
หากแต่นั่นคงเป็นเพียงในส่วนของเจ้า เสียงในหัว ของผม ประกอบกับความเจ็บปวดในวัยเยาว์ ที่ครั้งหนึ่งมันเป็นสาเหตุทำให้ผมตัดสินใจหันหลังสู่โลกของความเป็นจริง และตัดสินใจโลดแล่นไปในยัง ‘โลกอินเทอร์เน็ต’ เพื่อมองหาหนทางการแก้ปัญหาในเชิง ความคิดสร้างสรรค์ หาใช่เพียงการกระทำเพื่อสร้างความหวาดกลัวและไม่ปลอดภัยให้กับผู้คนในสังคม
ความโกลาหลที่มาพร้อมกับการขาดสติสัมปชัญญะ
ย่อมสามารถนำพา "ความฉิบหาย” ได้เสมอ
และในกรณีนี้ อาจจะเรียกได้ว่ามัน เลวร้าย เสียจนทำให้ผมรู้สึกหดหู่ไปตลอดทั้งเดือน
ผลพวงจากการละเลยและเมินเฉยต่อ ‘สัญญาณของการฆ่าตัวตาย’ หรือ ‘การกระทำที่รุนแรง’ นั่นคือการที่มันย้อนกลับเข้ามาเหมือนกับเป็น ‘ระเบิดที่ถูกจุดชนวน’ ที่ไม่ได้ทำลายแค่เพียงความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง แต่มันยังลุกลามไปยังสังคมและสภาพแวดล้อมที่ทวีคูณความวุ่นวายไปอีกขั้น
หนำซ้ำ นั่นอาจจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘พฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat)’ ทำให้ผู้คนบางส่วนเกิด ความชอบธรรม ในการกระทำอันรุนแรงของพวกเขา สร้างบาดแผลเป็นวงกว้างชนิดที่เรียกได้ว่านั่นอาจจะทำให้โลกที่พวกเราอยู่มัน ไม่ได้สวยงาม เหมือนกับครั้งหนึ่งที่เราเคยเชื่อ
7 เทคนิคทางจิตวิทยาในการป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบก่อเหตุรุนแรง
พฤติกรรมเลียนแบบมาจากไหน? ภาพยนตร์ เกม สื่อต่าง ๆ มีผลจริงหรือ?
พฤติกรรมลอกเลียนแบบ (Copycat) เรื่องธรรมดาของเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
“พ่อครับ ความตายคืออะไร?”
คำถามอันไร้เดียงสาจากผู้เป็นลูกที่กำลังคาดคั้นคำตอบจากผู้บังเกิดเกล้า
“หากความตายคือ ‘ความสงบ’ เฉกเช่นนั้นแล้ว…
ทำไมเราถึงไม่ ฆ่าตัวตาย ทุกคนไปเลยทีเดียวล่ะ?”
ขออภัยเล็กน้อยที่ผมอาจจะใช้คำพูดรุนแรงเกินไป อันเนื่องด้วยผมปล่อยให้ตัวเอง ‘จมดิ่ง’ กับอารมณ์และพยายามในการเข้าใจถึงสภาพจิตใจของผู้ที่ถูกกดทับมากเกินไป แน่นอนว่าหลังจากนี้ผมจะพยายามลดการให้ ‘ความรู้สึก’ นำพาตัวผมเอง เพื่อไม่ให้บล็อกนี้มันกลายเป็น เรื่องหนักอึ้ง มากเกินไป
อีกทั้งผมเองคงต้องสารภาพด้วยว่า ‘ปัญหาครอบครัว’ ส่วนหนึ่งที่ได้เจอ มันก็ผลักดันในการทำให้ตัวผมเองดำดิ่งลงไปในทางนั้นมากขึ้นในทุกวัน ยามเมื่อวันที่ผมได้ตระหนักและรับรู้ว่า ถึงเวลาที่ตัวผมเองควร ‘จบ’ ปัญหาทั้งหมด ทิ้งไป
ไม่ต้องห่วงและกังวล ผมยังคงประคับประคองตัวเองได้ เฉกเช่นเดียวกับที่ตัวผมเองได้กลับมาเขียนถึงสิ่งนี้อีกครั้ง ภายหลังจากเกิดเรื่องราวในช่วงระหว่างที่ตัวผมเองพยายามมองหาสิ่งดี ๆ เพื่อช่วยเยียวยาตัวเองในยามที่ความมืดในจิตใจกัดกินตัวเองจนไม่เหลือชิ้นดี ทั้งนี้เอง ในส่วนลึกของจิตใจ ผมยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างสุดแรงกล้าว่า ‘มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับ โอกาสในการพัฒนาตัวเอง โดยไม่สำคัญว่าการกระทำก่อนหน้านั้นของพวกเขาจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินกว่าจะเรียกว่าเป็น ‘ปีศาจ’ หรือไม่ก็ตาม
หากแต่กับกรณีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมคงจะไม่ขอพูดหรือลงรายละเอียดเบื้องลึกใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุ เฉกเช่นเดียวกับเหตุผลที่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่สื่อมีการนำเสนอสิ่งแย่ ๆ หรือข่าวที่ปลุกปั่นกระแสสร้างความเกลียดชังและความรุนแรง นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น แต่มันเป็นการกระทำในรูปแบบเดียวกับการ หาความชอบธรรม ในรูปแบบขบวนการที่ทำเป็น ‘หมู่คณะ’
เราอาจตั้งคำถามต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้ง
แต่กลับไม่เคยหันย้อนไปมองใน เรื่องราวที่ผ่านมา ของสิ่งต่าง ๆ ที่มันหล่อหลอมสังคมนี้
ลดรายละเอียดกับข้อมูลอันครบถ้วนและจำเป็น
และใช้มันเพื่อหวัง ‘ผลประโยชน์’ ในฝั่งตัวเองแต่เพียงผู้เดียว
เหมือนที่ พวกเขา ทำมาโดยตลอด…
==========
(Credit : 카비)
เป็นหนึ่งในการเริ่มต้นเดือนใหม่ที่อาจไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่ จริงไหม?
ความเป็นจริงแล้ว ผมควรจะปล่อยบล็อกนี้ไปตั้งแต่ช่วงราว ๆ สิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากแต่อย่างที่พวกคุณพอเข้าใจ ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องราวหลากหลายอย่างที่เกิดขึ้น และผมอาจเกรงว่าคงไม่สามารถพูดหรือบอกเล่าเกี่ยวกับมันได้หมด อันเนื่องมาจากเรื่องบางอย่างมันค่อนข้างเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากนำมันมาเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของการเขียนเพื่อเป็นบันทึกเสียสักเท่าไหร่
ผมกลับมานั่งอ่านสิ่งต่าง ๆ นับตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มต้นในการเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกอินเทอร์เน็ต ประกอบไปกับการบอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ที่ตัวเองได้เจอมา ทั้งนี้ผมต้องขอย้ำไว้เสมอว่าทั้งหมดเป็นแค่ มุมมองส่วนตัว จากการที่ตัวผมได้เผชิญกับสิ่งเหล่านี้ นับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ตราบจนมาถึงวันที่เริ่มมีความคิดในการอยากจบชีวิตตัวเอง ก่อนจะมาลงเอยด้วยการหันมาเพื่อเขียนบันทึกจากสิ่งต่าง ๆ ที่มันไม่ใช่แค่เป็นเพียง ‘บันทึกทั่วไป’ ที่คุณสามารถอ่านและเข้าใจได้
บางอย่างเป็นเรื่องของ ‘เวลา’ และ ‘ประสบการณ์’ และในบางครั้งมันก็อาจสอดแทรกมาถึง ‘ความรู้’ ที่ต้องอาศัยในการตีความและค้นหาเพื่อให้เข้าใจถึง เนื้อความ (Context) ที่ถูกสื่อออกมาให้เข้าใจอย่างสอดคล้องและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
และสำหรับในเดือนกันยายน ผมยังคงมีบรรดางานเขียนอีกจำนวนมากที่จำเป็นต้องเร่งทำให้เสร็จ และในทางกลับกัน ในส่วนของบล็อกถัดไปที่กำลังจะมาในอนาคต ก็มีในส่วนอีกหลายเรื่องราวที่ผมอยากบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับมัน หากแต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ผมคงต้องขอ ‘อุบ’ ไว้ล่วงหน้า
อรุณสวัสดิ์ เหล่าผู้รอดชีวิต
ยินดีต้อนรับสู่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2026
💥🎂🎉🎉🎉🎂💥









ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น