[บอกเล่าประสบการณ์ EP.6] กระต่ายกับจิ้งจอก และความยุติธรรมที่พ่วงมากับความรับผิดชอบ (Blue Archive องก์ 4)
การรับผิดชอบไม่ใช่การทำเรื่องลำบากอยู่คนเดียวหรอกนะ
ไม่ใช่การแบกรับสิ่งที่ไม่ต้องการ
และไม่ใช่การลงโทษต่อการกระทำผิดด้วย
การมีความรับผิดชอบ คือการทำงานที่เราได้สนุกไปกับมัน
ได้ปลดภาระออกจากใจ
และไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำ
แม้จะไม่ใช่เป็นเนื้อเรื่องที่มีความหวือหวาในด้านของการนำเสนอ ตราบไปจนถึงช่วงเวลาอันน่าจดจำที่ดูแล้วค่อนข้างคิดว่าอาจจะทำให้ เซนเซย์ หลายคนอาจหลงลืม (หรือไม่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามันมี ‘เนื้อเรื่อง’ ที่ซ่อนอยู่ในนั้น)
อย่างไรเอง ครั้นจะไม่พูดถึงมันเสียก็ดูคงจะเป็นการที่ตัวผมเองดู ‘ไร้ความรับผิดชอบ’ มากเกินไปเสียหน่อย ในฐานะของ ‘ครู’ ผู้ดูแลเหล่าเด็ก ๆ ในโลกของเมืองคิโวทอส
กราบสวัสดีกันอีกครั้ง พวกเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง และแน่นอนว่ามันก็อาจตามมาหลังจากนี้อีกในระยะยาว
รวมถึงคนที่อยู่ด้านหลังคุณด้วย ;)
ภายหลังจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมค่อนข้างหมดเวลาไปกับการนั่งไถภารกิจในเกม ๆ หนึ่งไป ซึ่งมันเป็นเกมที่เก่าและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบเข้าไปเป็นจำนวนเกือบ 20 ปีเข้าไปได้แล้ว แม้ว่าในความเป็นจริงเกมมันจะเพิ่งถูกสร้างเมื่อตอนช่วง ค.ศ.2008 และเปิดให้เล่นแบบสาธารณะจริง ๆ ไปตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.2010 ไปก็ตาม
ที่จริงคือ ในช่วงระยะหลังที่ผ่านมา ผมเอาเวลาไปถลุงกับพวก วิดีโอเกมเก่า ๆ เยอะมากกว่าเกมที่ออกมาในช่วงยุคปัจจุบัน หากแต่ทั้งนี้มันก็เป็นเรื่องของ เหตุผลปัจเจกบุคคล อย่างไรเสีย นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ‘สาระ’ และ ‘ประเด็นสำคัญ’ เกี่ยวกับการบอกเล่าประสบการณ์ของ บลู อาร์ไคฟ์ เนื้อเรื่ององก์ 4 ในตอนนี้
และใช่ นั่นคือสิ่งที่ผมได้เกริ่นนำเอาไว้มาอย่างเนิ่นนานแล้ว…
อย่างไรเอง ผม… อาจมีเรื่องที่ค่อนข้างต้องสารภาพสักเล็กน้อยว่าตลอดของการที่ตัวเองนั้นได้ ‘ดำดิ่ง’ ไปกับเนื้อเรื่องในส่วนขององก์ 4 นั้นมันค่อนข้างให้ความรู้สึกที่ แตกต่าง ไปจากเนื้อเรื่องหลายตอนก่อนหน้าที่ผมเองได้อ่านมาก่อนหน้านั้นมากพอสมควร
ประการแรก นั่นคือเนื้อเรื่องในส่วนนี้มันข้องเกี่ยวกับหัวข้อที่จะมี ‘ความนุ่มลึก’ มากกว่าปกติ
และอย่างที่สอง มันค่อนข้างเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ และสิ่งที่เรามักจะได้ยินกันอยู่อย่างเป็นประจำ
ความรับผิดชอบ (Responsibility)
ทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับ ‘ความรับผิดชอบ’ อยู่เสมอ
ในความหมายของคำ ๆ นี้ถือเป็นสิ่งที่ชวนน่าขบคิด เพราะแต่เดิมมาแล้ว ความหมายของคำว่า ‘มนุษย์’ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกนิยามต่อเนื่องกันมาหลายหมื่นปี และในบางครั้งแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ‘ความรับผิดชอบ’ ที่ว่านี้ มันอาจเกี่ยวโยงกับเรื่องของการ ‘ยอมรับ (Acceptance)’ ถึงสภาพของความเป็นจริงที่มันกำลังเกิดขึ้น
ในสภาพสังคมของโลกยุคปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญมากพอ ๆ กับภายในโลกคิโวทอส ตำแหน่งของรักษาการขององค์การนักเรียน เปรียบดั่งเป็นเหมือนกับสิ่งที่ช่วยค้ำจุนไม่ให้อำนาจและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันบานปลายจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่ไม่สามารถฟื้นคืนได้ ดั่งเช่นเดียวกับในช่วงเนื้อเรื่องต้นเกมที่เรา (ผู้เล่น) ในฐานะของคนภายนอกผู้ได้รับคำเชิญมาจากองค์การนักเรียน เข้ามายังในพื้นที่ของ เมืองแห่งการศึกษา ที่ได้รับมอบหมายภารกิจอันสำคัญที่ไม่ใช่หมายถึงการกอบกู้สันติภาพ หรือแม้แต่การกำราบเหล่าร้าย ตราบจนไปถึงการ ‘ค้นหา’ สิ่งที่สูญหายไปในส่วนของเนื้อเรื่องที่ไม่ถูกเล่า
ณ ที่ ๆ ปาฏิหาริย์ได้เข้ามารวมตัวกัน
พวกเราต่างล้วนเป็น ‘คุณครู’ ของกันและกัน
และนั่น… คือ ‘หน้าที่’ และ ‘ความรับผิดชอบ’
ความจำเป็นเพื่อไม่ให้ก่อเกิดความโกลาหล
และโศกนาฏกรรมอันเลวร้าย
แน่นอนว่าในหลายครั้ง ส่วนของการแสดงความรับผิดชอบมันก็เป็นเรื่องที่ทำใจได้ลำบาก และอาจไม่ใช่ในทุกการแสดงออกที่มันจะส่งผลในแง่ที่ดีเสมอไป
ระยะเวลาที่ขาดหายไปในช่วงก่อนที่ผมจะหันไปเล่นในส่วนของเนื้อเรื่ององก์สุดท้าย มันมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่ผมได้พูดไปไว้แล้วก่อนหน้านี้ในบล็อกตอนก่อนหน้าของตัวเอง อย่างไรก็ดี ส่วนเหล่านั้นหากใครที่สามารถจับประเด็นสำคัญที่สื่อออกมา โดยมากมันเป็นเรื่องของ ‘ความหมายของการมีชีวิตอยู่’ หรือเรื่องราวทำนองของการที่ เซนเซย์ ออกมาแสดงสิ่งต่าง ๆ ที่เปรียบเป็นดั่ง ‘เทวดาผู้มาโปรด’ ของเรื่องราวในเมืองคิโวทอสที่เด็กนักเรียนทุกคนต่างล้วนให้ความเคารพและใคร่สงสัยถึงความคิดอันคาดไม่ถึง
อย่างไรเอง นั่นก็อาจเป็นเพียงแค่ ส่วนหนึ่ง ที่มันถูกนำเสนอออกมา
ในขณะเดียวกันกับอีกส่วนหนึ่ง บทบาทของช่วง เดคาแกรมมาทอน นั้นกลับทำให้เราได้เห็นถึงความเปราะบาง และตระหนักได้ว่าความหมายของคำว่า ‘เทวดาผู้มาโปรด’ เสมือนเป็นสิ่งที่มีไว้เป็นเพียง ‘กองกำลังเสริม’ ยามเมื่อตัวเกมได้สลับจากการควบคุมตัวละครบังคับในเนื้อเรื่อง มาเป็นการใช้ตัวละครที่ ‘ผู้เล่น’ มีอยู่ภายในรายชื่อนักเรียนไปแทน
ผมคงต้องออกตัวอย่างตรงไปตรงมาว่าความรู้สึกที่มีต่อเนื้อเรื่ององก์ 4 ดูมีส่วนที่มันชวนให้ความรู้สึก ‘ค้างคา’ อยู่สักเล็กน้อย อาจไม่ใช่ในทุกช่วงหรือทุกจังหวะ หากแต่มันมีส่วนที่มันเหลือ ‘ช่องว่างของเรื่องราว’ ที่เหมือนเป็นส่วนที่ชวนน่าตั้งคำถามและน่าขบคิดถึงอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกับการนำเอาเรื่องราวของ กระต่ายแห่งแคร์บาน็อค ที่มันเป็นเรื่องเล่าชวนขบขันที่เกี่ยวกับ กระต่ายนักสังหาร (Killer Rabbit) ที่ความน่ารักและไร้ซึ่งพิษภัยของมัน บางครั้งแล้วมันอาจจะสามารถตะครุบกินเหยื่อได้โดยทันทีแบบไม่ให้ตั้งตัว
หากแต่ทั้งนี้ เนื่องด้วยมันเป็นเพียง ‘องค์ประกอบย่อย’ ที่ถูกใส่เข้ามาด้วยเหตุผลบางอย่างที่ผมไม่อาจรับรู้ได้ ฉะนั้นผมอาจมีความจำเป็นต้องข้ามในรายละเอียดส่วนนี้ไป
และจะขอไปพูดถึงในอีกส่วนหนึ่งแทน ซึ่งเป็นส่วนที่มันดูเหมือนจะกลายเป็นเหมือน ภาพสะท้อน และ ความถวิลหา ที่พวกเราต่างต้องการ
ความยุติธรรม (Justice)
เรื่องราวในส่วนของบทที่ 1 และบทที่ 2 มีจุดร่วมที่ทั้งคู่ต่างเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใน ‘สายงาน’ เดียวกันไปก็ตาม
การมาถึงของหน่วย FOXTROT (หรือ FOX ภายในเกม) หนึ่งในกลุ่มนักเรียนของสถาบัน SRT ที่ถือเป็นทีมงานระดับพิเศษที่มีหน้าที่ในการจัดการกับความวุ่นวายและ นำพาความสงบสุขคืนสู่ความโกลาหล
โอเค นั่นดูนอกเรื่องไปไกลสักหน่อย ขออภัยมา ณ ที่นี้
การมาของพวกเธอดูเหมือนเป็นสิ่งที่ถูกเกริ่นนำไว้เมื่อช่วงท้ายของบทแรก ทว่าในบทบาทของเรื่องราวที่มันไม่ได้ถูกนำเสนอนั้นกลับดูมีความแตกต่างจากส่วนของกลุ่ม RABBIT ซึ่งหลังจากนี้ผมจะขอรวบการเรียกรวม ๆ แยกออกไปเป็นสองกลุ่ม เพื่อไม่ให้รู้สึกสับสนกับการ ‘บอกเล่าประสบการณ์’ ในมุมมองของการใช้เวลาดำดิ่งไปกับเรื่องราวที่ฉากจบของมันยังคงความเป็นมาตรฐานของเรื่องราวชีวิตของเหล่านักเรียนในคิโวทอสไปเสมอ ๆ
การตัดสินใจว่าอะไรถูกอะไรผิด… ต้องตัดสินใจโดยคนที่รับผิดชอบได้เท่านั้น
‘ความสมบูรณ์แบบ’ และ ‘ความไร้ที่ติ’ ทั้งสองอาจเหมือนกัน หากแต่ในความเป็นจริงล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรเอง ผมคงไม่อาจมีหน้าที่ในการตัดสินได้ว่าสิ่ง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ เพราะหากลองถอยออกมามองดูถึงความเป็นจริงแล้ว การจะจำแนกสิ่งเหล่านั้นได้มันย่อมต้องดูในหลากหลายปัจจัยที่มันไม่ได้พึ่งพาแค่แต่เพียง ‘ความรับผิดชอบ’ โดยอย่างเดียว แต่มันอาจรวมไปถึงการมองดูถึง ความสมเหตุสมผล และ ความเชื่อมั่น ที่ไม่ใช่เพียงแค่ต่อตัวเอง แต่มันหมายถึงกลุ่มคนแปลกหน้าผู้ที่เราไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขาต่างคิดอะไรอยู่
เรื่องนี้อาจฟังดูแปลก ๆ ไปสักนิด ทว่าผมเองมีคำถามเล่น ๆ ถือไว้ว่าให้มันเป็น ‘อาหารทางความคิด’ ไว้สำหรับผู้ที่กำลังเข้ามาอ่านบล็อกนี้ รวมไปถึงเหล่า เซนเซย์ ที่พวกเราเองต่างยังคงชื่นชอบสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับเกมนี้อยู่อย่างไม่ไปไหน
ปัจจัยของความเชื่อใจที่เรามีต่อกันคืออะไร?
อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ ‘ความขัดแย้ง’ ของมนุษย์นั้นไม่บานปลายจนเกิดกลายเป็นสงครามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พวกเรามีสิทธิ์และเสรีภาพกันในระดับไหน ถึงจะไม่ถูกมองว่าเป็น ‘ภัยความมั่นคง’ ที่ส่งผลต่อตัวความเป็นอยู่ทางสังคม
มันดูเป็นสามคำถามที่ตอบยากสักเล็กน้อย และผมเชื่อว่าถ้าหากว่าต้องย้อนกลับมาเพื่อตอบคำถามที่ตัวเองสร้างขึ้นมานี้ ‘คำตอบ’ ที่ว่านั่นคงเป็นสิ่งที่ดูจะทำร้ายสมองของผมไปเป็นแน่แท้ (ฮา)
คำถามยาก ๆ โดยมากล้วนแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัด อาจเป็นเรื่องที่มันพอได้ผลชะงัดพอสมควร หากเอาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความยุติธรรม’ ออกไปจากสิ่งที่มันเป็น ‘กฎเกณฑ์’ อันเป็นสิ่งที่เรายึดถือปฏิบัติกันมาเหมือนเป็น สามัญสำนึก ที่เราต่างรู้ว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้หรือถูกบิดเบี้ยวไป นั่นอาจเป็นการส่งสัญญาณอันร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความเจ็บป่วยทางอารมณ์’ ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยด่วน
หากแต่อย่างไรเอง อำนาจที่ถูกใช้เพียงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ ก็เหมือนดั่งคำพังเพยว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด
ปัญหาและเรื่องราวอันใหญ่โต ไม่อาจที่จะแก้ไขได้ด้วยเพียงการแก้ปัญหาแบบขอไปที เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวของปัญหาสังคมและสิ่งต่าง ๆ ที่มันชวนค่อนข้างไม่ว่าจะมองเห็นหรือรับรู้มันเสียกี่ครั้ง พวกเราในฐานะของ ประชาชน ก็ต่างเอือมระอาและอยู่โดยหวาดระแวงต่อการเข้ามาเปลี่ยนแปลงอำนาจนั้นอย่างกะทันหัน รวมถึงถูกข่มขู่ด้วยอำนาจทางกฎหมายที่มันถูกเขียนขึ้น ตอบสนองแต่เพียงกลุ่มคนแค่กลุ่มเดียว หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ผลประโยชน์แอบแฝง’ ที่มีการตกลงกันอย่างลับ ๆ ปราศจากความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
นี่ไม่ใช่การแสดงออกเกี่ยวกับเรื่องราวทางการเมือง
ทุกอย่างเป็นเพียง ‘เรื่องแต่ง’ ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นจริง
เป็นเพียง ‘เหตุการณ์สมมติ’ ที่มันดู ‘เหมือนจริง’ ราวกับหลุดออกมาจากที่ ๆ หนึ่งเพียงเท่านั้น
เหลี่ยมทุกดอก แล้วบอกทำเพื่อคิโวทอส
ในพาร์ทของส่วนเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในโลกของคิโวทอส ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างแยบยล เฉกเช่นเดียวเหมือนกับเนื้อเรื่องในส่วนขององก์ 3 ที่เล่าถึง สนธิสัญญาเอเดน ที่มันเป็นเหมือน ‘จุดเปลี่ยน’ ทำให้เนื้อเรื่องของเกม บลู อาร์ไคฟ์ มีความนุ่มลึกมากกว่าแค่เกมที่บอกเล่าเรื่องราวภายในสถาบันโรงเรียน ทว่ายังมีการบอกถึงความสัมพันธ์ของเหล่านักเรียนในแต่ละที่ ซึ่งพวกเธอเองต่างมีแนวความคิดและเอกลักษณ์ที่ดูน่าจดจำโดยไม่จำเป็นต้องถูกบรรจุไว้เป็น ‘ตัวละครหลัก’ ในเรื่องราวที่ถูกนำเสนอ
ส่วนประกอบอันเล็กน้อยที่ถูกมองข้าม หากแต่มันกลับเป็น ‘รายละเอียด’ ที่แสดงถึงความใส่ใจในการรังสรรค์โลกภายในเกมขึ้นมาและไม่ได้มีการเปิดเผยถึงเรื่องราวก่อนหน้า หากแต่เป็น ‘ช่องว่าง’ ที่มีไว้เพื่อจินตนาการในรูปแบบตามแต่ที่ เซนเซย์ แต่ละคนจะตีความ
และแน่นอนด้วยว่าในความหมายของคำว่า ‘จินตนาการในรูปแบบของตัวเอง’ มันก็ย่อมแปลได้ว่าในบางจุดของการนำเสนอที่มันไม่ได้บอกหรือกล่าวถึง ก็ล้วนเป็นเพียง ‘เรื่องราวที่ถูกเติมแต่ง’ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเหล่าผู้ดื่มด่ำไปกับ งานศิลป์ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตไปเช่นกัน
บางครั้งผู้ใหญ่ก็มีช่วงเวลาที่ยอมรับความรับผิดชอบกันลำบากอยู่นะ
ถ้าไม่รู้อะไร ก็แค่เรียนรู้ใหม่
ถ้ามีเรื่องยาก ๆ ก็ยื่นมือให้แก่กัน
ในตอนที่ยากลำบาก ก็พึ่งพาซึ่งกันและกัน
และเมื่อโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่
ถึงตอนนั้นก็ค่อยรับผิดชอบก็ได้
=============
และนั่นคือการบอกเล่าประสบการณ์ทั้งหมดสำหรับใน EP.6 ครับ :)
อย่างที่ผมได้บอกไปในช่วงข้างต้น ความที่ว่าเนื้อเรื่องในช่วงขององก์ 4 มันได้มีการเกริ่นนำไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้การกลับมาดำดิ่งเนื้อหาในส่วนของเนื้อเรื่องนี้จึงเลยดูค่อนข้างทำให้มันแอบ ขาดความต่อเนื่อง มากเสียไปหน่อย
ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่าผมนั้นไม่ได้ติดตามเนื้อเรื่องอย่างจริงจัง หรือไม่ก็อาจเพราะเรียกได้ว่าเนื้อเรื่องของตัวเกมมันไม่ได้มีลำดับการบอกเล่าลำดับที่มันชัดเจนนัก ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในเสน่ห์และจุดแข็งของเนื้อเรื่องที่มันมีการนำเสนอออกมาในรูปแบบของเหตุการณ์ที่จบในแต่ละบท ๆ มากกว่าที่จะดำเนินกลายเป็นเนื้อเรื่องต่อกันอย่างยืดยาวแล้ว นี่เองก็ถือว่าให้ความรู้สึกเพลิดเพลินไปได้ดีเลยทีเดียว
และผมเองคงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ถ้าหากว่าการบอกเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ของเกม บลู อาร์ไคฟ์ ในส่วนตอนนี้นั้นจะมีความสั้นเป็นพิเศษ เทียบกับเมื่อในช่วงเมื่อตอน EP.5 ที่ผ่านมา ซึ่งมันกลับให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าถึงอย่างงั้นเอง ผมคงไม่มีเหตุผลอะไรสำหรับการหยุดเล่นเกมนี้ไป
มันยังคงมีอีกหลาย ๆ อย่างและเรื่องราวอันมากมายที่มันกำลังเฝ้ารอเพื่อให้ผมได้ ‘ดำดิ่ง’ ไปกับมัน การได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวของเหล่าเด็กนักเรียนในคิโวทอสนี้ ถือเป็นหนึ่งใน ‘หน้าที่อันสำคัญ’ ที่พวกเรา (เซนเซย์) สามารถทำได้
เพื่อเป็นทั้ง ‘ผู้ให้คำปรึกษา’ และ ‘ผู้ชี้แนะ’ ไปตามทางที่เหล่าเด็ก ๆ ทุกคนต้องการ
และเพื่อให้ ‘วันพรุ่งนี้’ ของพวกเธอยังคง มีความหมาย อยู่…
อรุณสวัสดิ์ค่ะ เซนเซย์
ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะคะ!


























ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น