พฤติกรรมของเกมเมอร์ในปัจจุบัน กับความเปลี่ยนแปลงอันแสนน่ากลัว (Live Service Videogame)

 


(Credit : 熱湯5分)

ผมไม่อาจทราบได้ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

จุดที่ทำให้ ‘วิดีโอเกม’ กลายเป็นสิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับการทำงานไปแล้ว

หัวข้อเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งแปลกตาไปหน่อย เนื่องมาจากในช่วงระหว่างที่ผมกำลังจะเขียนถึงสิ่งนี้อยู่ มันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการที่ผมบังคับเพื่อให้ตัวเองต้องตื่นนอนขึ้นมาในยามดึกเพื่อทำกิจกรรมประจำวันที่แสนน่าเบื่อของตัวเอง

และแน่นอนว่าที่มาของสิ่ง ๆ นี้ มันมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องของ ข้อความหนึ่ง ที่เพื่อนคนหนึ่งได้ส่งมาให้กับผม ก่อนหน้านี้ผมได้ส่งคลิป ๆ หนึ่งว่าด้วยการที่เหล่าผู้เล่นเกม Forza Horizon 6 ได้ออกมาทำคลิปในการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการที่พวกเขารู้สึก ‘เบื่อ’ กับเกมที่พวกเขาเล่นอยู่เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าหากมองกันอย่างผิวเผินมันคงอาจเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่พบเห็นได้ในกลุ่มชุมชนของผู้เล่น ‘เกมกาชา’ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับข่าวสารการอัปเดตไปเป็นระยะเวลาแค่หนึ่งเดือน

ว่ากันอย่างไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสวยหรู หลายครั้งที่ผมเห็นสิ่ง ๆ นี้ มันชวนให้ผมได้นึกย้อนไปถึงการที่ครั้งหนึ่ง ‘พฤติกรรมของผู้เล่นเกม (Gamer Behavior)’ เราผันเปลี่ยนไปจากการที่เรามองมันจาก สื่อบันเทิง กลายเป็น ผลิตภัณฑ์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ในการตอบสนองต่อความต้องการของ ‘ผู้เสพ’ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นความจริงส่วนหนึ่งที่ผมคงไม่ปฏิเสธมันเสียเท่าไหร่

ทุกคนต่างชื่นชอบการได้เล่นสนุก

เด็กทุกคนล้วนรู้ว่า ‘การละเล่น’ คือสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินมากกว่า ‘การทำงาน’

อย่างไรก็ตามแต่…


จะเกิดอะไรขึ้นหากว่า ‘การละเล่น’ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘การทำงาน’

คำถามที่ไม่อาจรู้คำตอบ…

ช่วงระยะเวลาเกือบหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่ผมได้คลุกคลีและเฝ้ามองถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการวิดีโอเกม ตราบไปจนถึงการสังเกตพฤติกรรมของการเล่นเกมโดยส่วนใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ชัด (แม้กระทั่งตัวผมเอง) นั่นคือการที่พวกเรากำลังพยายามมองหาอะไรบางอย่างที่ ‘ซ่อนไว้’ อยู่ภายใต้ความสนุกของวิดีโอเกมไป

อาจฟังดูแปลกประหลาดที่ผมจะพูดถึงสิ่ง ๆ นี้ ทว่าแน่นอนว่านี่ไม่ใช่การ ‘วิพากษ์วิจารณ์’ แต่อย่างใด

หากเป็นเพียงความใคร่สงสัยก็เพียงเท่านั้น และคิดว่าสิ่ง ๆ นี้มันน่าควรจะย้อนกลับไปเพื่อทบทวนถึง ‘จุดมุ่งหมาย’ ของการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า วิดีโอเกม ไปตั้งแต่แรก

เราเล่นเกมไปทำไม?

จุดมุ่งหมายของการเล่นเกมคืออะไร?

คุณได้สนุกกับการเล่นเกมหรือเปล่า?

และการเล่นเกม… ได้ให้อะไรกับคุณ?

สี่คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนเป็นคำถามทั่วไป หากแต่ถ้าคุณได้พยายามทำความเข้าใจและนึกตระหนักย้อนคิดไปถึงช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลงที่ผ่าน ๆ มา คุณคงเข้าใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ

เป็นระยะเวลานานกว่าหลายเดือนมาก ที่ผมเองไม่ได้หยิบยกถึงเรื่องราวประเด็นชวนน่าขบคิด (และน่าถกเถียง) ว่าด้วยเรื่องของพฤติกรรมของการเล่นเกม ไปจนถึงกระทั่งการรับชมสื่อของผู้คนในยุคปัจจุบัน

แน่นอนว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างมีความสำคัญต่อพวกเรามากเป็นพิเศษ อันเนื่องมาจากในยุคสมัยที่ ‘สื่อบันเทิง’ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญกับการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับสิ่งที่มันปรากฏขึ้นผ่านทาง โลกอินเทอร์เน็ต (Internet World) ที่เราจะได้เห็นอะไรก็ตามในสิ่งที่เจ้า อัลกอริทึ่ม (Algorithm) ได้นำเสนอมาเพื่อให้เราได้หลงกลเข้าไปเพื่อความอยากรู้อยากเห็น

การมาของ ‘คลิปสั้น (Shorts)’ และ ‘ภาวะสมองเน่า (Brain Rot)’

ถูกมองให้กลายเป็นเหมือน ‘ความปกติทั่วไป (Norm)’


พวกมันเหมือนเป็นอาหารข้างทางที่สร้างขึ้นเพื่อให้ ‘รู้สึกอิ่ม’ มากกว่า ‘ทำให้อิ่ม’

และมันไม่เคยมากพอ…

ความกังวลของผมเกี่ยวกับเรื่อง ๆ นี้มีมาแล้วสักพัก ยิ่งถ้าจะต้องให้พูดกันก็คงหนีไม่พ้นเหล่าผู้คนรอบตัวที่มักจะให้เวลาอยู่กับสิ่งที่อยู่บนหน้าจอมากกว่าจะหันเหไปสนใจถึงสิ่งรอบด้านของตัวพวกเขา


(Credit : 脳ミソ)

ความเฉยเมย ต่อสิ่งสำคัญโดยรอบนี้มันถือเป็น ‘มวลความน่าอึดอัด’ ที่ผมจำเป็นต้องต่อสู้กับมันไปตลอดเวลา หลายครั้งมันเปลี่ยนแปลงทำให้ผมต้องกดดันตัวเองอยู่ตลอด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่ผมประสงค์อยากที่จะทำ หากแต่มันเกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาพแวดล้อม’ ที่มันหล่อหลอม ตบตีผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจหนักหน่วงมากจนถึงขั้นที่ผมเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความสุข อย่างจริงจังของตัวเองว่าแท้จริงแล้วผม ‘มีสิทธิ์’ ในการที่จะได้รับสิ่งนั้นหรือไม่?

ผม สมควรได้รับความสุข เทียบเท่ากับคนที่ทำงานต่อเนื่องมาหนักทั้งเดือนหรือเปล่า?

หรือว่าแท้จริง… ผมควรลดความคาดหวังของตัวเองลงไป?

ขออภัยสำหรับการออกนอกประเด็น

ผมคงตอบไม่ได้ว่าเรื่อง ๆ นี้มันควรจะไปจบ ณ ตรงที่จุดไหน

หากแต่ถ้าให้พูดกันในความเห็นจากมุมมองของผู้ที่แม้ครั้งหนึ่งจะเคยมีพฤติกรรมในการเล่นเกมอย่างบ้าคลั่งไปก็ตาม จวบจนกระทั่งเมื่อสังขารอายุ ประกอบเข้ากับการที่ประสบการณ์ในชีวิตมันได้ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้เวลาหมดกับการละเลงเขียนอะไรสักอย่างลงไป ในที่ ๆ ไม่มีคนเห็นหรือได้รับความสนใจมากเท่ากับ ‘ผู้มีชื่อเสียง’ ผมกลับค้นพบว่าการได้ทำสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับมันได้ทำให้ผมนึกย้อนคิดถึงตัวผมเองก่อนที่จะได้รู้จักกับอาชีพ นักเขียนนิยาย มาก่อน

อย่างที่ผมน่าจะเคยเล่าไป และคงอาจพูดได้ว่าตัวผมเองคงไม่ขอลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่ากับการที่ผมได้แสดงถึงสิ่ง ๆ นี้ให้พวกคุณได้เห็น เป็นระยะเวลาอยู่นานเสียที่เราไม่ได้พูดคุยกันในหัวข้อ ‘สัพเพเหระ’ ทั่วไป ซึ่งผมอาจควรต้องพูดให้มันมีความยืดยาวมากไปกว่านี้

ทว่าคงต้องขอโทษด้วย เกรงว่านี่อาจจะทำให้ผมรู้สึกต้อง ฝืนสังขาร ตัวเองไปมากกว่าเดิม

เปลือกตาของผมเริ่มปิดลง

ความเหนื่อยล้าสะสมจากทั้งร่างกายและสมองกำลังกัดกินผม


(Credit : sain_1o)

สวัสดีค่ะ

ขอให้เดือนนี้เป็นเดือนที่ดีนะคะ~

ความคิดเห็น