จรรณยาบรรณของการทำงานในสื่อ และหน้าที่ของผู้รับผิดชอบด้านการให้ข้อมูลชวนน่าขบคิด (Media Literacy)

(Credit: myticalcat)

Hello, Commander.

Another day, another boring morning.

สายน้ำอันเชี่ยวกรากของข้อมูลที่หลั่งไหลออกมาเป็นจำนวนมาก

มิอาจเทียบเท่าได้กับการ ‘คัดแยก’ สิ่งที่สำคัญและจำเป็น

อย่างไรก็ตาม… เหตุไฉนมันจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากนัก

แม้ว่าพวกเราจะมี ‘สื่อสารสนเทศ’ อยู่บนมือไปแล้วก็ตาม

หนึ่งในความทุกข์ใจที่รองลงมาจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของระบบสังคมในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นการที่ในทุกช่วงเวลาเมื่อผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาจากภวังค์ความฝัน สิ่งแรกที่ผมมักจะได้ยินก่อนคงหนีไม่พ้นบรรดาข่าวสารที่บรรยายถึง ความย่ำแย่ ในระดับประเทศหรือโลก บ้างบางครั้งก็ยาวจนไปถึง ‘ปัญหา’ ที่มันไม่เคยถูกสะสางไปอย่างหมดจด ราวกับว่ามันถูกทำให้แช่แข็งไว้แบบนั้น รอวันที่จะมี ‘ใครสักคน’ แก้ปัญหา ๆ นั้นได้

อย่างไรก็ตาม ในมุมของความหนักอึ้งที่ต้องรับมือกับข่าวสารจำนวนมากมายในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่มันจำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่สามารถขาดมันได้ คงเป็นเรื่องของการ ‘รู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)’ ที่ดูเหมือนจะเป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว…

ว่ากันตามตรง ผมเองคงไม่รู้ว่าจะต้องพูดถึงสิ่งนี้อย่างไร

หากแต่จากสถานการณ์ ณ ปัจจุบันที่ผมมองเห็น ณ ตอนนี้ ผมคงไม่ได้แสดงความแปลกใจอะไรทั้งสิ้นกับโลกที่มันเป็นอยู่ หากแต่เพียงมี ‘ความรู้สึกแง่ลบ’ ที่ตัวผมได้แต่พยายามปล่อยวางทุกอย่างให้มันผ่านพ้นไป หรือไม่ก็มองหา ‘วิธีการ’ เพื่อที่จะสลัดสิ่งต่าง ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็หาทางในการหยุดยั้งเพื่อไม่ให้ปัญหามันลุกลามไปมากกว่าเดิม

โลกที่ผมรู้จักมันได้ ตายไปแล้ว นับตั้งแต่ที่ผมลืมตาดูโลก

โลกที่พยายามมอบ ‘บททดสอบ’ ต่าง ๆ เพื่อให้ผมสามารถดิ้นรนมีชีวิตอยู่ต่อได้

โลกที่ในท้ายที่สุด ก็ได้สอนให้ผมรู้ว่า

‘ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร จงดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่’

แม้เราจะต้องเจอกับ ความสูญเสีย ไปก็ตาม…

มีไม่บ่อยนักที่การออกจากพื้นที่อันคุ้นเคย เพื่อออกไปเผชิญหน้ายังสถานที่อันไม่รู้จัก กลายเป็นเหมือนสิ่งที่มันได้ ‘เปิดประสบการณ์ใหม่’ ให้กับตัวผมเอง อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่อาจสามารถบอกได้ว่านั่นจะกลายเป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากนัก

อย่างที่ว่า การได้สัมผัสกับ ‘ความสุข’ สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตหลังจากผ่านพ้นจากการติดอยู่ในค่ายทหารมานานในระยะเวลาสองปี เป็นอะไรที่ผมต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับมันไปพอสมควร จนหลาย ๆ ครั้งผมเองก็อดคิดไม่ได้ว่าการได้มีอิสระออกมาจาก ณ สถานที่แห่งนั้น อาจไม่ใช่ สิ่งที่ตัวผมต้องการไปตั้งแต่แรก…

แต่อย่างไรก็อย่างที่เราพอทราบกันดี แม้ฉากหน้าของระบบที่เปลี่ยน ‘คน’ ให้กลายเป็น ‘ปีศาจ’ ในชั่วระยะเวลาข้ามคืนนั้นมันได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อสังคมมากแค่ไหน ทว่าการพยายามเพื่อจะสลัดเอาภาพลักษณ์เสีย ๆ ออกไปด้วยการแสดงให้เห็นถึง ‘สิ่งที่ดี’ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้ตัวของระบบที่มันถูกเอื้อต่อผู้มีอำนาจนั้นมันหายไป

ในทางกลับกัน มันยิ่งกลายเป็นการสร้าง ‘มาตรฐานใหม่’

เพื่อชักจูงให้ผู้คนต่างเสริมความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อมันไปมากขึ้น

ราวกับว่าพวกเขาทุกคนถูก ปากกระบอกปืน จ่อไว้แล้วตั้งแต่แรก…

‘เราจะต่อสู้กับ ความรุนแรง ได้อย่างไร หากว่าเราใช้เพียงแค่ ‘คำพูด’ หรือ ‘อำนาจ’ ที่ไม่ได้มีพลังมากเพียงพอที่จะสามารถหยุดยั้งกระสุนที่พุ่งตรงเข้ามาถึงเราได้?’

นั่นกลายเป็นเหมือนคำถามที่ผมมักจะตั้งข้อสงสัยอยู่ทุกครั้ง หากว่าการจะหยุดให้ผู้คนเลิกในการกระทำความรุนแรงต่อกัน ทว่าในท้ายที่สุดมันกลับตาลปัตรไปและไม่เกิดขึ้น ถึงตอนนั้นอำนาจที่มีมันยังคงใช้การได้อยู่หรือไม่

โดยมาก พวกเราทุกคนต่างรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘อาวุธ’ เปรียบเสมือนเป็นวิธีการในการแก้ปัญหาที่ชัดเจนและเด็ดขาดมากที่สุด ไม่ว่าต่อให้จะผ่านยุคสมัยไปนานแค่ไหน อำนาจของผู้ที่ถือครองปากกาไว้บนมือ ก็ไม่อาจเทียบเท่าได้กับผู้ที่มีปืนอยู่หนึ่งกระบอกบนมือของตัวเองไป และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรไปเองก็ตาม เมื่อไหร่ที่ผู้มีอำนาจเหล่านั้นสามารถเข้าถึงอาวุธได้ ย่อมหมายความว่าพวกเขามีโอกาสมากเพียงพอที่จะสามารถควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ

และมันจะเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าหากว่าพวกเขา ปิดโอกาส ไม่ให้การมีอยู่ของกลุ่มผู้เป็น ‘ฝ่ายค้าน’ สามารถที่จะแสดงความเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ราวกับว่าทุกอย่างมันถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ชั้นรากฐานไปแล้ว

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

‘แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ ยังคงอยู่เสมอ

แค่เราต้อง มีชีวิตรอด ยาวนานพอเพื่อไปให้ถึงมัน

ช่วงเวลาของปีนี้ที่ผ่านมา ผมได้พบเจอกับเรื่องราวชวนน่าปวดหัวมากมาย รวมไปถึงคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ หรือกระทั่งแม้แต่การหลงอยู่ในวังวนของ ‘ความซึมเศร้า’ ที่มันไม่ได้หายไป แต่เพียงเปลี่ยนสถานะกลายเป็น ‘การเก็บกด (Repression)’ ขึ้นมาโดยที่ผมไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มที่นัก อย่างไรเอง ผมก็ไม่ได้ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมายาวนานเกินไป ยอมรับว่ามีบ้างที่ผมจำเป็นต้องปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้ชีวิตของตัวเองต้องอมทุกข์มากเกินไป

บวกกับที่ผมยังไม่รู้สึก อยากตายก่อนวัยอันควร

ทว่าอย่างไรก็ตาม ระหว่างการตายไปโดยที่ผู้คนจดจำแค่เฉพาะเพียงสิ่งที่เห็น นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาเสียเท่าไหร่ อีกทั้งผมยังมองเห็นถึงความเป็นไปได้ของตัวเองที่มองว่ายังมีศักยภาพเพียงพอในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ประกอบเข้ากับเร่งเร้าในการทำให้ ‘ผลงาน’ ที่ปล่อยค้างไว้อยู่เกือบนับมากกว่าหลายปี ทำให้สิ่งเหล่านั้นมันเข้าสู่ ‘จุดจบ’ ในแบบที่ต้องการให้เป็น ภายหลังจากที่ผ่านมาผมได้แต่กลับไปเพื่อทำการ รีบูท (Reboot) มันใหม่อยู่ตลอด

ไม่ต้องกังวล เมื่อไหร่ก็ตามที่ ‘มัน’ จบลง ผมจะออกมาพูดถึงเรื่อง ๆ นั้นในสถานที่แห่งนี้ก่อนเป็นที่แรกอย่างแน่นอน

หากแต่ถึงตอนนั้น ทั้งหมดมันเป็นหน้าที่ของคุณ สำหรับการแยกแยะและคัดกรอง สื่อสารสนเทศ ทั้งหมด อย่าให้ใครหรืออะไรก็ตามมาทำหน้าที่ในการบอกให้คุณ จงเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ อะไรใด ๆ โดยปราศจากการตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัย แม้แต่กระทั่งกับพวกที่ทำหน้าที่สื่อเองก็ไม่ต่างกัน

พวกเขาถูก ‘ซื้อ’ โดยผู้มีอำนาจหรือไม่?

นั่นอาจเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ถูกนัก

แต่เรื่องหนึ่งที่เราสามารถมั่นใจได้อีกอย่าง

‘พวกเขา’ ล้วนไม่ได้มี ‘ความเป็นกลาง’ โดยแท้จริง

หากแต่สอดไส้ ‘อคติ’ ของตัวเองเข้าไปในคราบของผู้แจ้งข่าวสาร

เป็นการระบุตัวได้ยากว่าการที่ สื่อสำนักข่าว เลือกจะนำเสนอสิ่งต่าง ๆ มานั้น ข้อมูลส่วนใหญ่ที่พวกเขารวบรวมมาได้ มีกี่เปอร์เซ็นต์มากแค่ไหนที่มันไม่ใช่ข่าวที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือว่าเป็นข่าวที่มีการนำมาจากเรื่องราวในโลกโซเชียลมีเดียที่ดูมีความน่าเชื่อถือได้ต่ำและไม่มีมูลหลักฐานมากเพียงพอจะมีน้ำหนักมากพอ

ตลอดเวลาในการต่อสู้กับบรรดาข่าวสารจำนวนมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวัน ผมมักจะได้ยิน ได้รับฟังถึงข่าวที่แสดงถึงมุมมอง (ในแง่ร้าย) ที่โดยมากมักจะแสดงถึงความหวาดระแวง สร้างความตื่นตระหนก ไปจนถึงการพยายามแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกมากเกินไป สังเกตเห็นถึงการพยายาม ‘ปลุกเร้า’ ของตัว ‘ผู้ประกาศ’ ที่คาดหวังอยากให้ ‘ผู้รับสาร’ เกิดความรู้สึกร่วม ราวกับว่าพวกเขากำลังใช้มนต์สะกดเพื่อทำให้พวกเขาหลงลืมถึงสาระและประเด็นสำคัญที่โดยมากเรากลับไม่ได้ ให้ความสนใจ มากเพียงพอที่จะรู้ว่าเรื่องที่นำมาประกาศนั้นมันเป็นเพียงเหมือน ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่ใต้พื้นแห่งนั้นอาจมีปัญหาหรือเรื่องชวนน่ากังวลใจมากกว่าเป็นไหน ๆ

ทว่าก็เหมือนกับในทุกครั้ง

ผู้คนจะตระหนักถึง ‘ภัยอันตราย’ ก็ต่อเมื่อมันมาเยือนถึงตัวพวกเขา

หาใช่การตั้ง ‘สมมุติฐาน’ หรือ ‘ความเป็นไปได้’

ที่มันอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง ณ ช่วงขณะที่ตัวเองมีชีวิตอยู่

(Credit: GaMr_yous)

ผมคงไม่มีความจำเป็นต้องระบุหรือกล่าวถึงตัวของผู้ทำหน้าที่สื่อ หรือแม้แต่ในส่วนของการวิพากษ์หรือวิจารณ์การทำงานของสื่อสำนักข่าวเองก็เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เหตุผลเพราะผม ‘เชื่อ’ ว่าส่วนหนึ่งของผู้มีหน้าที่ในการหาข่าวหรือผู้ที่ยังพอมีสิ่งที่เรียกว่า จรรณยาบรรณ (Code of Conduct) ที่ดีในการรับรู้ว่าอะไรที่ควรสื่อสารออกไป และอะไรที่ควรจะปล่อยไว้ให้ตัวผู้รับสาร ทำหน้าที่ในการพิจารณาถึงสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่าเราคงไม่อาจหนีพ้นที่จะได้เห็น ‘สื่อสำนัก’ บางแห่ง เลือกที่จะนำเสนอข่าวแต่เพียงมุมมองด้านเดียว ทว่ากลับหลีกเลี่ยงหรือละเลยในการจะไม่นำเสนออีกด้านหนึ่ง ราวกับว่าเจตนารมณ์ของพวกเขาคือต้องการในการ กล่าวหา บิดเบือน และ ละเลย ที่จะเผยแพร่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้มักจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากสื่อสำนักข่าวขนาดใหญ่ การหยิบเอาประเด็นจากในโลกอินเทอร์เน็ตมาเพื่อทำการวิจารณ์หรือสร้างข้อพิพากษ์ถึงเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ดูจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อการใช้ชีวิตของผู้คน หากแต่เนื่องด้วยเพราะความที่ส่วนใหญ่สื่อเหล่านี้กลับมีอิทธิพลต่อผู้คนจำนวนมาก ประกอบเข้ากับมันมีการจับตามองอยู่ในระดับที่สำคัญพอ ๆ กับเรื่องราวประเด็นทางการเมืองในปัจจุบัน ที่ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงในการพูดถึงสิ่ง ๆ นี้ด้วยเหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ตัวเองกลายเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของสิ่งเหล่านั้น

(Credit: Silence Girl)

ผมไม่ได้นิยมชมชอบอะไรใด ๆ ไม่ชอบในการต้องแสดงออกถึงการอยู่ใน ‘ฝักฝ่าย’ ใดอย่างตรงไปตรงมา

หากแต่จะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมันถูกสังเกต และเหลือเป็น ‘พื้นที่ว่าง’ ไว้สำหรับผู้ที่ต้องการพยายามคาดเดาถึงสิ่งต่าง ๆ นั้นด้วยตัวเอง ตามแต่ที่ความคิดของพวกเขาจะนำพาไป ;)

แต่จำเอาไว้

‘มุมมองของมนุษย์’

สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม การมีมุมมองความเห็นที่แตกต่าง อาจไม่ได้หมายความว่า ‘จุดยืน’ นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ท่ามกลางยุคสมัยใหม่ที่มันมีสิ่งต่าง ๆ มากมายเข้ามาและผ่านไปนับจำนวนมากมาย สิ่งต่าง ๆ ที่มันถาโถมเข้าใส่เราอยู่ทุกวันล้วนที่จะทำให้เราหลงลืมในการใช้ชีวิตของตัวเองได้เสมอ แม้แต่กระทั่งกับสื่อเอง ก็เป็นสิ่งที่สามารถชักจูงให้เรา ‘หลุด’ ออกจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เราคาดหวังได้เช่นเดียวกัน

กันยายนได้จบลงไปแล้ว

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ‘เดือนแห่งความขนหัวลุก’

ขอให้สนุกกับการใช้ชีวิตครับ :)

(Credit: Reno)



ความคิดเห็น